<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768</id><updated>2012-01-21T17:09:27.612-08:00</updated><category term='ข่าว'/><category term='แนวความคิด'/><title type='text'>werpowersoibanrai</title><subtitle type='html'>บทความเกี่ยวกับพลังงานทดแทน(อัพเดตทักวันศุกร์)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>50</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8106268178249370041</id><published>2012-01-21T17:07:00.000-08:00</published><updated>2012-01-21T17:09:27.624-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข่าว'/><title type='text'>กรุงเทพ เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด</title><content type='html'>กรุงเทพมหานคร ลุยแปลงขยะเป็นพลังงานตั้งเป้าเหลือขยะฝังกลบ10%&lt;br /&gt;นายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที)เปิดเผย ถึง โครงการ เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด ว่า โครงการดังกล่าวนั้น เป็นโครงการที่จะทำการรีไซเคิลขยะ หรือนำขยะที่ กรุงเทพมหานคร(กทม.)จัดเก็บได้วันละประมาณ 8,000-9,000 ตัน  มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและให้เหลือขยะตกค้างน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  โดยบริษัทจะเป็นเป็นผู้ลงทุนเอง ประมาณ 1,600-2,000 ล้านบาท โดยในส่วนของขยะที่ทำการรีไซเคิลได้ก็นำมาคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด    ส่วนขยะที่เป็นอาหารของสด หรือสิ่งที่หมักให้เกิดแก็ส ได้ ก็จะมีกระบวนการหมักเพื่อให้เกิดแก๊ส  เพื่อเปลี่ยนเป็นเพลังงานไฟฟ้าสะอาด ซึ่งสามรถนำมาใช้ในกิจการของ กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เป็นการประหยัดงบประมาณได้อีกด้วย  ส่วนที่เหลือจะทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารเพิ่มคุณภาพดิน  และในที่สุดแล้วจะเหลือขยะเพียง ร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้  เพื่อให้บริษัทที่รับสัมปทานนำไปฝังกลบตามรูปแบบที่ดำเนินการ   ทั้งนี้ในอนาคตนั้นจะมีการพัฒนาพลังงานดังกล่าว เพื่อให้สามารถกลายเป็นก๊าซที่ใช้เติมรถยนต์ได้อีกด้วย ก็จะสามรารถลดปริมาณการใช้น้ำมันได้  ซึ่ง เคทีจะเจรจากับ กทม.เพื่อให้บริษัทที่รับสัมปทานขนขยะของ กทม.ให้ทำการป้อนขยะเข้าสู่ระบบให้เคที  เพื่อดำเนินการ  เนื่องจาก เคทีไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบในการขนถ่ายขยะเอง&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;นายอมร กล่าวต่อว่า  การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด  ของ กทม.นั้น จะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเมืองด้วยวิธีการสมัยใหม่  ที่จะเป็นแบบอย่างให้จังหวัดอื่น ๆ  ห รือเมืองอื่น ๆนำไปใช้ เพื่อมุ่งเน้นประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/thailand/5958&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8106268178249370041?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8106268178249370041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8106268178249370041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8106268178249370041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_21.html' title='กรุงเทพ เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8609395675048955738</id><published>2012-01-20T02:46:00.000-08:00</published><updated>2012-01-20T02:47:59.792-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข่าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แนวความคิด'/><title type='text'>เปิดแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใหม่กับเรือพลังไฟฟ้า"ทูรานอร์ แพลเนตโซลาร์"</title><content type='html'>ชาวยุโรปได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้มแข็ง มากที่สุดในโลก และมีเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนก้าวหน้าที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงไม่แปลกใจเลยที่ชาวยุโรปกลุ่มหนึ่งจะมีแนวคิดในการ เปิดพรมแดนใหม่ในการเดินเรือด้วยเรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในโลก เพื่อรณรงค์ให้ชาวโลกมีสำนึกถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประกาศศักดาแห่ง การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสีเขียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เรือลำดังกล่าวมีชื่อว่า "ทูรานอร์ แพลเน็ตโซล่าร์" เป็นเรือแบบ 3 ลำตัว ความยาว 31 เมตร และติดแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพื้นที่ 530 ตารางเมตร เพื่อใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนและป้อนระบบควบคุมการเดินเรือ โดยมีจุดหมายการเดินทางรอบโลกเริ่มต้นจากประเทศโมนาโกไปยังประเทศต่างๆ ก่อนที่จะกลับไปยังทวีปยุโรปอีกครั้ง โดยเริ่มต้นการเดินทางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 และหลังจากที่ใช้เวลาเดินทาง 4 เดือน เรือทูรานอร์ ก็เดินทางถึงหมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายราฟาเอง ดอมแจน ผู้ก่อตั้งโครงการแพลเนท โซลาร์ เปิดเผยว่าเรือลำนี้เป็นโอกาสในการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับความจำเป็นใน การที่จะต้องมีการใช้พลังงานทางเลือกให้แพร่หลายมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะปัจจุบันเราก็มีเทคโนโลยี และแหล่งพลังงานดังกล่าวอยู่แล้ว สำหรับตัวเขานั้น พยายามที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าในทุกวันนี้ เราทำอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การเดินทางถึงเกาะกาลาปากอส ของเรือทูรานอร์ แพลเน็ตโซลาร์ เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากเกาะกาลาปากอสที่อยู่ห่างจากชายฝั่งเอกวาดอร์ถึง 1 พันกิโลเมตร และมีชื่ออย่างมากจากการเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ที่ไม่มีที่ ไหนเหมือน ทำให้มันเป็นแรงบันดาลใจสำหรับชาร์ลส์ ดาร์วิน ในการสร้างทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ขณะที่เรือทูรานอร์ แพลเน็ตโซลาร์ เป็นยานพาหนะแห่งอนาคตที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมที่ยัง บริสุทธ์เช่นเกาะกาลาปากอสจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.komchadluek.net/detail/20110205/87942/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8609395675048955738?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8609395675048955738/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8609395675048955738'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8609395675048955738'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_20.html' title='เปิดแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใหม่กับเรือพลังไฟฟ้า&quot;ทูรานอร์ แพลเนตโซลาร์&quot;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8113854668010537894</id><published>2012-01-17T05:42:00.000-08:00</published><updated>2012-01-17T05:48:52.062-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แนวความคิด'/><title type='text'>ปลุกพลังไทย ร่วมใจรักษ์พลังงาน</title><content type='html'>ไม่ใช่เรื่องใหม่หากจะบอกว่าเวลาเข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนังแล้วต้องพร้อมใจ กันยืนแสดงความเคารพเมื่อบทเพลงสรรพเสริญพระบารมีดังขึ้น ทว่าที่ผ่านมาเรื่องราวพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สื่อ ออกมามักนำเสนอโดยภาพรวม งานนี้กระทรวงพลังงานอยากให้คนไทยร่วมสำนึกและชื่นชมในพระอัจริยภาพด้าน พลังงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเปิดตัวโครงการพลังความสุขจากพ่อของแผ่นดิน ในรูปแบบภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุด "พระเจ้าอยู่หัวกับพลังงานทดแทน" ประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉายทุกโรงภาพยนตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="560" height="315"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/RkL7vkgkpj8?version=3&amp;amp;hl=th_TH"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/RkL7vkgkpj8?version=3&amp;amp;hl=th_TH" type="application/x-shockwave-flash" width="560" height="315" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ในฐานะที่ปรึกษากระทรวงพลังงาน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการนำเสนอให้คนไทยได้ชื่นชมในพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพด้านพลังงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มคิดค้นเรื่องพลังงานทดแทนตั้งแต่ยังไม่มีวิกฤติพลังงาน แต่ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลซึ่งทรงเล็งเห็นว่าวันข้างหน้าเรื่องพลังงานจะทวีความสำคัญขึ้นตามความเจริญของประเทศจึงทรงวางแนวทางด้านพลังงานไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; "แนวพระราชดำริของพระองค์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างยั่งยืนแล้ว ยังช่วยยกระดับสินค้าเกษตรที่นำมาใช้เป็นพลังงานทด แทนจำพวก ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอลล์ ไม่ว่าจะเป็นอ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ได้ 4-5 เท่า สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าโลกจะอยู่รอดได้ต้องเลี่ยงพลังงานที่ เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบทเรียนที่ญี่ปุ่นมีให้เห็นมาแล้ว นับจากนี้ต้องเลือกพลังงงานทดแทนเท่านั้น ซึ่งในภาพยนตร์คนไทยจะได้เห็นและร่วมชื่นชมในพระอัฉริยภาพดังกล่าว" หัวเรือใหญ่ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ภายในงานแถลงข่าวบริเวณอินฟินิตี้ฮอลล์ พารากอน ซินิเพล็กซ์ ยังมีกิจกรรม "แซ่ซ้อง...ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี" เชิญ 84 คนดังจากทุกภาคหน่วยงานต่างๆ มาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่ง "ไข่มุก" ชุติมา ดุรงค์เดช มิสไทยแลนด์ ยูนิเวิร์ส ปี 2552 บอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางแนวทางการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทด แทนไว้หลายโครงการ รู้สึกประทับใจที่พระองค์ทรงมีพระวิสัยทัศน์ไกลที่คนธรรมดาอาจคิดไม่ถึง จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยร่วมกัยสนองแนวพระราชดำริพลังงานอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขณะ ที่ "ป๊อป" วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ เล่าว่าตั้งแต่เด็กๆ ก็ได้เห็นความมีวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อยมา โดยเฉพาะด้านพลังงานทรงใช้ธรรมชาติเพื่อดูแลธรรมชาติ อย่างพืชพลังงานทดแทนก็มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; "เชื่อ ว่าทุกคนตระหนักว่าโลกร้อน แล้วหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง ที่สำคัญคนเดียวคงทำได้ยาก ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม เพราะโลกใบนี้เป็นของทุกคน หากช่วยกันแล้วจะไม่มีค่ำว่าสายเกินแก้" หนุ่มหัวใจรักษ์พลังงาน ทิ้งท้าย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8113854668010537894?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8113854668010537894/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_8513.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8113854668010537894'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8113854668010537894'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_8513.html' title='ปลุกพลังไทย ร่วมใจรักษ์พลังงาน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2712273330919284319</id><published>2012-01-17T05:32:00.000-08:00</published><updated>2012-01-17T05:33:45.736-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แนวความคิด'/><title type='text'>น่าเสียดายพลังชีวมวล</title><content type='html'>ได้ เห็นคนไทยมีความสุข ผมก็สุขตามไปด้วยครับ แม้ว่าในอนาคตข้างหน้า ยังไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ทั้งปัญหาการเมือง ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งของคนในชาติที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ... ผมได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “พลังงานไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นปัจจัยสำคัญกับการพัฒนาประเทศ ทั้งในภาวะปกติและในภาวะคับขัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นจาก “มหาอุทกภัย” เลยขออนุญาตนำมาถ่ายทอด เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เตรียมหาทางออก หากอนาคตข้างหน้าเกิดปัญหาพลังงานไฟฟ้าขาดแคลน ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราขาดไฟฟ้าซัก 1 ชั่วโมง จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคนเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว พม่าหยุดส่งก๊าซให้ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” เนื่องจากท่อส่งก๊าซรั่ว กฟผ.ต้องแก้ปัญหา โดยการปล่อยน้ำใน เขื่อนศรีนครินทร์ มาผลิตไฟฟ้าแทน ส่งผลให้น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อนได้รับความเสียหาย ที่มาของปัญหาเกิดจากการพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติ”จากพม่า นำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ในสัดส่วนที่มากเกินไปนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการเลือกใช้ เชื้อเพลิงที่หลากหลายชนิด ในสัดส่วนที่เหมาะสมไม่เยอะเกินไป ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำจาก เขื่อน ถ่านหิน ชีวมวล ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา เวลาเกิดภัยธรรมชาติหรือเหตุอื่นที่ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบ ก็หันไปเลือกใช้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนการเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ ความจำเป็น และความเหมาะสม ก็นับเป็นการกระจายความเสี่ยง สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ของประเทศได้เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันของไทย การให้ความสำคัญกับพลังงานชีวมวลก็เป็นอีกทางเลือกที่ควรสนับสนุน โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ใช้ “พลังงานชีวมวล” ชีวมวลที่ว่า ก็คือสารอินทรีย์ที่ได้จากพืชและสัตว์ ทั้งในรูปที่อาจจะเป็นของเสียไม่มีประโยชน์ เช่น เศษไม้ ขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แกลบ พวกกากปาล์ม กากมันสำปะหลัง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มากกว่าร้อยละ 70 ขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวล มีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ขยายตัวเท่าที่ควร เพราะ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยใช้โครงสร้างราคาอ้างอิงจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง ๆ ที่ราคาก๊าซจากท่อ ปตท. ไม่ใช่ราคาที่สะท้อนราคาจริงตามตลาด แต่เป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดถึงร้อยละ 20 ทำให้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดถึงร้อยละ 20 ทำให้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ.มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง จึงยากที่ใครจะกล้าลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้รับรู้ถึงวิธีการที่นำมาสู่กระบวนการผลิต “พลังชีวมวล” ผมขอสนับสนุนโครงการนี้เต็มที่ครับ ยิ่งองค์ประกอบสำคัญที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ คือ เศษไม้ ขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งสิ่งของเหล่านี้บ้านเรามีอย่างเหลือเฟือ หลังจาก “มหาอุทกภัย” เพิ่งผ่านพ้นไป แม้ว่าทางหน่วยงานที่รับผิดชอบ พยายามจัดเก็บขยะในรูปแบบต่าง ๆ แต่ดูเหมือนว่าเราเห็นสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ยังค้างอยู่ในที่สาธารณะ อีกเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเสียดายครับ หากเร่งทำ “พลังชีวมวล” ผมว่าขยะที่เกิดภายหลังน้ำท่วม กลายเป็น “สินทรัพย์” มีมูลค่าเพิ่มไปในทันที พอจะมาผลักดันโครงการพลังงานทดแทนในช่วงนี้ จะเข้าสำนวน ’กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้“ หรือเปล่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออย่างกรณี กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ต่ำกว่าความเป็นจริง ก็ต้องคุยกันให้ชัดเจนว่า ราคาเท่าไหร่จึงมีความเหมาะสม ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่ปัญหามีไว้ให้หนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมว่าในอนาคต บ้านเราต้องพัฒนาไปในทุก ๆ ด้านการใช้พลังงานก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย ดูอย่างกรณีก๊าซเอ็นจีวีซิครับพอพม่ามีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ ก็เกิดภาวะขาดแคลนขึ้นในประเทศไทยทันที เรื่องดี ๆ มีประโยชน์ ต้องเร่งผลักดันครับ ง่ายกว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไหน ๆ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/5/5742&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2712273330919284319?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2712273330919284319/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2712273330919284319'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2712273330919284319'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_17.html' title='น่าเสียดายพลังชีวมวล'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8821787120195148061</id><published>2012-01-17T05:30:00.000-08:00</published><updated>2012-01-17T05:31:55.026-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข่าว'/><title type='text'>นักวิจัยสบู่ดำม.เกษตรคว้าทุน NSTDA Chair Professor ประจำปี 2554</title><content type='html'>เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่16 ธ.ค.ที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  เทเวศร์ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบทุนศาสตราจารย์ สวทช.หรือ NSTDA Chair Professor ประจำปี 2554 จำนวน 20 ล้านบาท ให้แก่ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์  นักวิจัยจากภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการวิจัยเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเร่งการปลูกเลี้ยงสบู่ดำสำหรับเป็นพลังงานและอาหาร สัตว์” โดยมี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์,  ผู้อำนวยการ สวทช. และ รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมในการแถลงข่าวและมอบทุน&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ทวีศักดิ์  เปิดเผยว่า   โครงการทุน NSTDA Chair Professor  หรือศาสตราจารย์ สวทช.จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้าง “ศาสตราจารย์ผู้นำกลุ่ม” ที่เป็นผู้ทำงานภาควิชาการ พัฒนา และเชื่อมโยงกับภาคการผลิตและบริการ สนับสนุนและผลักดันให้นักวิจัยที่มีความสามารถสูง สามารถทำงานวิจัย และผลิตผลงานที่มีศักยภาพเชื่อมโยงไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสามารถในการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยในปีนี้คณะกรรมการได้พิจารณามอบทุนให้แก่ ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และคณะทำงานวิจัย จากม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเสนอโครงการวิจัยเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเร่งการปลูกเลี้ยงสบู่ดำสำหรับเป็นพลังงานและอาหาร สัตว์” เนื่องจากเป็นการพัฒนาสายพันธุ์สบู่ดำในรูปแบบที่ไม่มีทีมวิจัยที่ใดในโลกริ เริ่มทำมาก่อน นั่นก็คือสร้างสบู่ดำสายพันธุ์ใหม่ให้สามารถใช้ข้อเด่นของพืชชนิดอื่นๆ ที่นำมาทดลองร่วมได้ อาทิ ละหุ่ง ซึ่งมีผลออกเป็นช่อ เก็บเกี่ยวง่าย, สบู่แดง ซึ่งทนฝน หรือ หนุมานนั่งแท่น ซึ่งให้ปริมาณน้ำมันมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับขนาดของผล&lt;br /&gt;          &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน ศ.ดร.พีระศักดิ์  กล่าวว่า สบู่ดำเหมาะที่จะนำมาเป็นพืชพลังงาน เพราะคนบริโภคไม่ได้ ราคาจึงยังถูกและไม่ผันผวนตามสภาวะขาดแคลนอาหารเหมือนพืชพลังงานประเภทอื่นๆ ดังนั้นหากสามารถวิจัยปรับปรุงพันธุ์จนได้สบู่ดำที่เหมาะกับการเป็นพืช พลังงานอย่างแท้จริง คือ เก็บเกี่ยวง่าย ให้ผลผลิตสูงและผลออกพร้อมกัน ประเทศไทยและโลกก็จะได้สบู่ดำสายพันธุ์ใหม่เป็นพลังงานทดแทนที่มีคุณค่า มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต  ทั้งนี้คาดว่าภายใน 3ปีจะสามารถพัฒนาให้สบู่ดำมีคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนได้คือ การทนน้ำท่วม และมีสารพิษน้อยลง ส่วนระยะต่อไปจะเป็นการพัฒนาเพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและสามารถเก็บ เกี่ยวพร้อมกันได้&lt;br /&gt;             &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ศ.ดร.พีระศักดิ์ ถือเป็นผู้ที่อุทิศตนให้กับงานวิจัยและสร้างผลงานด้านพันธุศาสตร์และการปรับ ปรุงพันธ์พืชมากที่สุดผู้หนึ่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับปรุงพันธุ์พืชตระกูลถั่ว ให้มีความต้านทานต่อโรคพืชและแมลง ผลงานวิจัยของท่านนับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อวงวิชาการด้านการปรับ ปรุงพันธุ์พืช และได้รับยกย่องให้เป็น “นักปรับปรุงพันธุ์ดีเด่น” จากสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย คณะกรรมการมอบทุน NSTDA Chair Professor จึงมีความเชื่อมั่นว่างานวิจัยนี้จะทำให้วงการวิจัยพืชพลังงานของโลกก้าว หน้าไปอีกขั้นหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/technology/3400&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8821787120195148061?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8821787120195148061/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/nstda-chair-professor-2554.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8821787120195148061'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8821787120195148061'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/nstda-chair-professor-2554.html' title='นักวิจัยสบู่ดำม.เกษตรคว้าทุน NSTDA Chair Professor ประจำปี 2554'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3050196988047776577</id><published>2012-01-13T06:42:00.000-08:00</published><updated>2012-01-13T06:48:36.681-08:00</updated><title type='text'>ยานยนต์ที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม</title><content type='html'>เปิดฉากปี 2555 ด้วยงานระดับชาติที่ยิ่งใหญ่อลังการ งานบีโอไอแฟร์ 2011 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รวมพลังน้ำใจ โลกสดใส ไทยยั่งยืน” มีขึ้นระหว่าง 5-20 ม.ค. มีผู้ลงทุนระดับแถวหน้าของเมืองไทยเข้าร่วมงานมากหน้าหลายตาถึง 84 พาวิลเลียน หากมีโอกาสได้เข้าไปชมงาน ไม่ควรพลาดชมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในแต่ละพาวิลเลียนล้วนตื่นตาตื่นใจเฉกเช่นเดียวกับงานระดับโลกในต่าง ประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นทัวร์ชมที่&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โตโยต้า&lt;/span&gt; พาวิลเลียน ที่สื่อถึงการสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดยมีเทคโนโลยีก้าวล้ำแห่งโลกยานยนต์ คือ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; “วี” &lt;/span&gt;พาหนะส่วนบุคคลแบบพกพา ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน้ำหนักเบา ออกแบบตามสัดส่วนร่างกายมนุษย์ ควบคุมการขับขี่โดยการยืนและสามารถพับเก็บให้มีขนาดเท่ากับกระเป๋าเดินทาง ด้านรถยนต์นัั้นมีโชว์ พริอุส ซี รถยนต์ต้นแบบไฮบริดขนาดเล็ก และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีในโลกอนาคต การจัดสรรการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น พริอุส ปลั๊ก อิน, ระบบโตโยต้า สมาร์ท จีบุ๊ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;มิตซูบิชิ&lt;/span&gt; อยู่ภายใต้แนวคิด&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; “ชีวิตอัจฉริยะด้านพลังงาน”&lt;/span&gt; โดยการนำเสนอวิถีความรู้และการใช้ชีวิตด้วยยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม ให้ความรู้เกี่ยวกับยานยนต์ของมิตซูบิชิที่เลือกใช้พลังงานทางเลือกได้หลาย รูปแบบ ทั้งแบบที่พึ่งพาตนเองด้วยผลผลิตทางการเกษตร และสามารถสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยการทดลองขับรถพลังงานไฟฟ้า ไอ-มีฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝั่ง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;นิสสัน&lt;/span&gt;จัดแสดง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เทคโนโลยียานยนต์ไร้มลพิษ&lt;/span&gt; ซีโร อีมิสชั่น มีทั้งรถพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ นิสสัน พิโว และนิสสัน ทาวน์ พอด เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจวิสัยทัศน์การพัฒนารถยนต์ที่ปล่อยไอเสียเป็นศูนย์ และรถยนต์ที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ คือ นิสสัน ลีฟ ซึ่งในงานนี้ได้เปิดให้ผู้โชคดี 100 คนแรกที่ลงทะเบียนสามารถทดลองขับได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ฮอนด้า&lt;/span&gt; พาวิลเลียนมี&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เทคโนโลยียานยนต์สีเขียว&lt;/span&gt; มีทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโลกอนาคตให้ เต็มไปด้วยสีเขียว และอากาศบริสุทธิ์ เช่น ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด, ฮอนด้าซีอาร์-แซด ไฮบริด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;img src="http://r3.static.fsanook.com/weblog/entry/0/1314/Honda-Jazz_Hybrid_2011_800x600_wallpaper_01.jpg" width="400" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายของทัวร์ คือ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; เชฟโรเลต&lt;/span&gt; พาวิลเลียน ใช้แนวคิด &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“พลิกโลกอนาคตสู่การขับเคลื่อนรักษ์สิ่งแวดล้อม”&lt;/span&gt; พบกับ เชฟโรเลต โวลต์ และ อีเอ็น-วี ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งความประหยัด นวัตกรรมอนาคตเหล่านี้แค่เรียกน้ำย่อย ถ้าจะให้เต็มอิ่มจุใจต้องไปชมสัมผัสของจริงจะอิ่มเอมกว่านี้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/1546/6469&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3050196988047776577?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3050196988047776577/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3050196988047776577'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3050196988047776577'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post_13.html' title='ยานยนต์ที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-7583615557161913474</id><published>2012-01-13T06:41:00.000-08:00</published><updated>2012-01-13T06:42:17.690-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข่าว'/><title type='text'>แปลงขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมัน</title><content type='html'>ในแต่ละวันประเทศไทยมี “ขยะพลาสติก” มากถึง 6 พันตัน หรือปีละ 2.4 ล้านตัน และนับวันขยะพลาสติกเหล่านี้จะยิ่งกองทับถมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ ทำให้ขยะพลาสติกมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาหนึ่งของการกำจัดขยะคือการไม่มีพื้นที่ฝังกลบเพียงพอ เนื่องจากขยะพลาสติกย่อยสลายยาก มีอยู่เป็นจำนวนมากและกินพื้นที่ฝังกลบขยะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปัจจุบันวิธีหนึ่งที่ใช้กำจัดขยะพลาสติกก็คือ การแปรรูปให้เป็นน้ำมัน เพราะเม็ดพลาสติก หรือโพลิเมอร์ (Polymer) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันซึ่งสามารถทำปฏิกิริยาย้อน กลับของกระบวนการ ก็จะทำให้พลาสติกสามารถกลับไปเป็นน้ำมันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในเทศบาลที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 35 ล้านบาท ในการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันของเทศบาลเมืองวารินชำราบ เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างความสำเร็จของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงาน ที่ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านอนุรักษ์พลังงานมามากกว่า 1,000 โครงการและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน องค์กรและประเทศไทยแล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษจากขยะพลาสติกอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทศบาลเมืองวารินชำราบ มีขยะพลาสติกประมาณ  14.2  ตัน มีกำลังการแปรรูป ขยะพลาสติกวันละ 10 ตัน สามารถผลิตน้ำมันได้วันละประมาณ 6,600 ลิตร ซึ่งการแปรรูปดังกล่าวจะทำให้ขยะเดิมมีปริมาณลดลงและมีพื้นที่สำหรับรองรับ ขยะใหม่ ปัญหาของขยะพลาสติกเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากว่า พลาสติกมีน้ำหนักเบาแต่ใช้พื้นที่ในการฝังกลบมากไม่เหมือนเศษอาหารที่ย่อย สลายได้  และพลาสติกใช้เวลามากกว่า 400 ปีถึงจะย่อยสลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจีระชัย ไกรกังวาร นายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ กล่าวว่า เทศบาลเมืองวารินชำราบมีขยะรวมจำนวน 25–30 ตันต่อวัน รวมกับขยะรอบเทศบาลเมืองวารินชำราบ เช่น เทศบาลนคร เทศบาลตำบล อบต. ต่าง ๆ มาใช้บริการเทศบาลเมืองวารินชำราบ รวมแล้วประมาณ  130–140 ตันต่อวัน โดยมีพื้นที่จัดการขยะจำนวน 300 ไร่ ซึ่งปัจจุบันยังสามารถรองรับขยะได้ แต่หากขยะที่มีมากขึ้นทุกวันอาจจะทำให้เกิดปัญหาขยะในอำเภอวารินชำราบได้อีก 5–10 ปี&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;กระบวนการแปรรูป  เริ่มต้นที่การทำความสะอาดพลาสติกให้มีความปนเปื้อนได้ไม่เกินร้อยละ 30 และนำเข้าเตาเผาโดยให้ความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 300–500  องศาเซลเซียส  เพื่อถ่ายเทความร้อนให้กับพลาสติก พลาสติกก็จะกลายจากของแข็งเป็นของเหลว จากของเหลวกลายเป็นไอ และทำท่อให้ไอจากของเหลวผ่านการควบแน่นโดยใช้น้ำเป็นตัวหล่อเย็น พอผ่านกระบวนการหล่อเย็นก็จะได้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะต้องนำไปกลั่นอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้สามารถนำไปใช้งานกับเครื่องยนต์ เครื่องจักรได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลาสติกที่เหมาะสมในการนำมาแปรรูปให้เป็นน้ำมันมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ HDPE  (ถุงหูหิ้ว) LDPE (ถุงใส่น้ำแข็ง ที่มีความเหนียว) และ PPE (ถุงร้อน ถุงเย็นที่ใส่อาหาร)   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ที่ได้จากการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน  นายจีระชัย บอกว่า “น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้มาสามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ ปกติซื้อน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละประมาณ 30 บาท และน้ำมันเบนซินลิตรละ 30 กว่าบาท  ในขณะที่น้ำมันจากขยะพลาสติกมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ ลิตรละ 15-16 บาท ซึ่งทางเทศบาลวารินชำราบนำน้ำมันที่ได้ไปใช้ในกิจกรรมของเทศบาลเช่น เครื่องจักรของเทศบาล รถเก็บขยะ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากความสำเร็จของการให้การสนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับการ “แปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน” ของเทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  กล่าวว่า สนพ. ได้ผลิตสารคดีโทรทัศน์เพื่อรวบรวมตัวอย่างผลงานของกองทุนเพื่อส่งเสริมการ อนุรักษ์พลังงานและสื่อสารให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการประหยัด พลังงาน รวมถึงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจนำเทคนิควิธีการอนุรักษ์พลังงานไปใช้ เพื่อตนเอง ครอบครัวและสังคม”&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;สารคดีโทรทัศน์ชุด “สรรค์สร้างพลังงานต้นแบบ” จะเผยแพร่ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ทางโมเดิร์นไนน์  ทีวี ในรายการเช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า ช่วงเวลา 06.00–07.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2554 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eppo.go.th เฟซบุ๊ก สรรค์สร้างพลังงานต้นแบบ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/522/2524&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-7583615557161913474?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/7583615557161913474/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7583615557161913474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7583615557161913474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='แปลงขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมัน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3066359356414734508</id><published>2011-09-01T06:41:00.000-07:00</published><updated>2011-09-01T06:42:23.430-07:00</updated><title type='text'>ต้นแบบกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแบบพอเพียง</title><content type='html'>&lt;div class="content_txt"&gt; &lt;p&gt;แม้น้ำมันจะลดราคา แต่ยังขอสนับสนุนเรื่องของพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนกว่าต่อไป&lt;/p&gt; &lt;p&gt;และนี่…ก็คืออีกหนึ่งผลงานของนักวิจัยไทย ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพึ่งพาตนเอง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; กับ “ต้นแบบกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า”   ผลงานของศูนย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการบริการทางวิชาการ   มหาวิทยาลัยสยาม  ที่นำมาจัดแสดงใน “งานนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2554”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; พ.ต.ประพัฒน์  อุทโยภาศ  ผู้วิจัย  บอกว่า  เครื่องนี้เป็นต้นแบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานร่วม คือ  พลังงานจากกังหันลม (Wind Turbine) และเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell)  ร่วมกัน  สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งานในบริเวณที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้าเข้าถึง  &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทั้งนี้ปกติกังหันลมที่นำไปใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วไป แบ่งเป็น 2  ประเภทใหญ่คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวราบ (HAWT) และ  กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง (VAWT)&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ความแตกต่างระหว่างกังหันลมทั้งสองแบบก็คือตำแหน่งของใบกังหัน  โดยกังหันลมแบบ HAWT จะติดตั้งอยู่บนเสาสูง   แกนของการหมุนของใบกังหันจะอยู่ในแนวราบและอยู่ส่วนบนสุดของเสา  มีใบกังหันหมุนอยู่กลางอากาศอย่างที่เห็นได้ชัด  ซึ่งมักพบเห็นอยู่ทั่วไป  แต่มีราคาสูงเนื่องจากต้องใช้เสาขนาดใหญ่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แต่กังหันลมแบบ VAWT  ใบกังหันจะหมุนรอบแกนของการหมุนซึ่งตั้งอยู่ในแนวดิ่ง   ไม่มีอันตรายจากใบพัด ทำให้สามารถติดตั้งในระดับใกล้พื้นดินได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; นักวิจัยเลือกที่จะพัฒนากังหันลมแบบที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง หรือ VAWT  เนื่องจากสามารถติดตั้งได้ง่าย ปลอดภัยสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ราบ  ค่าก่อสร้างถูก ซ่อมแซมได้ง่าย  ขณะเดียวกันการติดตั้งและเคลื่อนย้ายก็สามารถทำได้สะดวก  และสามารถรับลมได้ในทุกทิศทาง &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ผู้วิจัยบอกว่าสำหรับเครื่องต้นแบบนี้ ใช้งบประมาณ ประมาณ 50,000  บาทต่อเครื่อง สามารถผลิตไฟได้พอเพียงกับการใช้งานในครัวเรือน  เหมาะสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในทุ่งกว้างหรือบ้านพักที่อยู่ริมทะเล&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ปัจจุบันเครื่องดังกล่าวมีการทดสอบใช้งานแล้วที่ ม.สยาม อนาคตจะมีการปรับปรุงและขยายให้เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=316&amp;amp;contentID=160555&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3066359356414734508?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3066359356414734508/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3066359356414734508'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3066359356414734508'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='ต้นแบบกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแบบพอเพียง'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8398582986681585705</id><published>2011-02-24T05:35:00.000-08:00</published><updated>2011-02-24T05:38:03.501-08:00</updated><title type='text'>โรงไฟฟ้า อิโซโกะ ต้นแบบพลังงานสะอาดเคียงคู่ชุมชน</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;b&gt;ปฏิวัติพลังงานสะอาดเคียงคู่ชุมชน&lt;/b&gt;&lt;/p&gt; ถึงเวลาปรับแนวคิดการ สร้างโรงไฟฟ้าในไทยกันเสียที…เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับ “โรงไฟฟ้า อิโซโกะ”  ของ บริษัท พัฒนาพลังงานไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เจพาวเวอร์  ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น  ที่แม้จะใช้โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังไอน้ำและ ไฟฟ้าร่วมที่มีขนาดเล็ก แต่สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อดูแลชาวโตเกียวและโยโกฮามา  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพสูงจนทำให้คนในเมืองสามารถ อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้โดยไม่มีเสียงเรียกร้องใด ๆ เกิดขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; โรงไฟฟ้าอิโซโกะ มีอายุยาวนานกว่า 40 ปี โดยเริ่มผลิตไฟฟ้าครั้งแรกในปี  2510 ต่อมาได้มีการปรับปรุงโฉมใหม่จนแล้วเสร็จเมื่อปี 2552  ใช้งบลงทุนจำนวนมากถึง 25,000 ล้านเยน  เพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัยเพื่อให้ได้การผลิตไฟฟ้าที่มี ประสิทธิภาพจากกำลังคนเพียงแค่ 200 คน   และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ลดการปล่อยสารไนโตรเจนออกไซด์และสารซัลเฟอร์ออกไซด์  ได้สูงสุดแห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งยังสามารถกำจัดมลพิษได้มีประสิทธิภาพกว่า   99.94% มีระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต   และยังมีการปรับระบบการส่งไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นจากเดิมด้วย&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ด้วยกำลังการผลิต 1.2  ล้านเมกะวัตต์  จากการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดทั้งภายในประเทศญี่ปุ่นเองและนำเข้ามาจาก ประเทศอื่นๆ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าวันละ  10,000 ตัน  ขณะที่ภายในโรงงานมีโรงไซโลบรรจุถ่านหินเก็บไว้ภายในอย่างมิดชิด  ทำให้เมื่อเข้าไปสำรวจทั่วโรงงานจะไม่มีโอกาสได้เห็นถ่านหินแม้แต่ก้อนเดียว  จึงไม่เกิดปัญหาฝุ่นละออง หรือเกิดปัญหาเสียงสั่นสะเทือนใด ๆ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “ซิคุดะ ฮิเดกิ” ผู้จัดการโรงไฟฟ้า อิโซโกะ  ได้เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เลือกใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ว่า ข้อดีของถ่านหินคือ  มีต้นทุนถูกที่สุดเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานชนิดอื่นที่ สำคัญถ่านหินเป็นทรัพยากรที่มีมากและมีอยู่ทั่วโลก  โดยถ่านหินใช้แล้วจะนำมารีไซเคิลเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของปูนซีเมนต์ด้วย  และถ่านหินเกือบทั้งหมดจึงถูกนำมาเป็นส่วนผสมของปูนซีเมนต์ได้เป็นอย่างดี     &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกจากนี้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังไม่ถูกชุมชนออกมาต่อต้าน  เพราะได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจและให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม  และได้มีการร่างสนธิสัญญารักษาสิ่งแวดล้อม  เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในเมืองอย่างเข้มงวด  โดยในร่างสนธิสัญญาจะมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าตัวเลขการปล่อยก๊าซที่เป็นพิษ ต้องน้อยที่สุดและเข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในประเทศญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่ผ่านมาทำไม?  ในญี่ปุ่นจึงไม่เคยเกิดปัญหาการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าและไม่ใช่เพียงแค่ โรงไฟฟ้าอิโซโกะ แค่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น  แต่โรงไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ  ในญี่ปุ่น ก็เช่นกันไม่เคยมีปัญหาต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่  เนื่องจากโรงไฟฟ้าทุกแห่งต่างมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพสูง เช่นกัน &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ไม่เพียงเท่านี้ “ซิคุดะ” ยังบอกด้วยว่า  ปัจจุบันเจพาวเวอร์  ยังอยู่ระหว่างทำการวิจัยและพัฒนาสร้างโรงงานไฟฟ้าต้นแบบที่ผลิตไฟฟ้าและไม่ มีการปล่อยก๊าซที่เป็นพิษออกสู่อากาศเลยด้วย  และมีความเป็นไปได้สูงมากที่คนทั้งโลกจะมีโอกาสได้เห็นโรงไฟฟ้าดังกล่าวออก มาในอนาคต  และในปี 57 ประเทศญี่ปุ่นจะมี “โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์”  เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศด้วย โดย บริษัท เจพาวเวอร์   ได้เป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง  โดยการเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ก็เพราะมีต้นทุนที่ถูกที่สุดซึ่งถูกกว่าการ ใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติด้วยซ้ำ  จึงเชื่อได้ว่าโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้จะกลายเป็นต้นแบบครั้งสำคัญของโรงไฟฟ้า ทั่วโลกอีกครั้ง  และอาจทำให้หลายประเทศที่ชะลอแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากนิวเคลียร์  ต้องกลับมาทบทวน&lt;br /&gt;อีกครั้ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขณะที่ “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร”  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  โต้โผใหญ่ที่นำคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมและศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าอิโซโกะในครั้ง นี้บอกว่า เพราะเป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบที่สำคัญของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าในหลาย ๆ  ประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าของไออาร์พีซีด้วย  เนื่องจากมีระบบการบริการจัดการภายในที่ดี  ทั้งด้านระบบการผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อม  จึงทำให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้นานถึง 30 ปีโดยไม่มีปัญหา &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ที่สำคัญโรงไฟฟ้าอิโซโกะยังถือเป็นต้นแบบสำคัญของโรงไฟฟ้าไออาร์พีซี  ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังไอน้ำและไฟฟ้าร่วม (CHP: Combined Heat and Power  Project) ที่ใช้เงินลงทุนราว ๆ 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่รวม 21 ไร่  ในเขตประกอบกิจการของบริษัท ที่ จ.ระยอง  โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นตัวผลิตไฟฟ้า  และจะสามารถเดินเครื่องการผลิตได้ในเดือน ก.ค.54 นี้  หลังจากนั้นบริษัทจะหยุดใช้โรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงระบบเดิม ทันที&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; บอสใหญ่ของไออาร์พีซียังระบุด้วยว่าการเปิดตัวโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำและไฟฟ้า ร่วมนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไอน้ำและไฟฟ้าได้มากขึ้น  รวมถึงยังช่วยป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับและไฟฟ้าตกที่เกิดขึ้นในบริเวณชุมชนโดย รอบ  ทำให้บริษัทมีโอกาสแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคตรวมทั้งยังจะเป็นตัวอย่างที่ดี แก่การอยู่ร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้ากับประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำและไฟฟ้าร่วมนี้ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 220 เมกะวัตต์  สามารถผลิตไอน้ำได้ 420 ตันต่อชั่วโมง  รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ  ที่เป็นตัวการก่อปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 400,000 ตันต่อปี  เทียบเท่ากับการปลูกป่าในพื้นที่ขนาด 23,059 ไร่  ถือว่าเป็นโครงการที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากที่สุดในไทย&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt; นอกจากนี้บริษัทยังสามารถนำโครงการนี้เข้าร่วมโครงการลดภาวะโลกร้อน  เพื่อขายเป็นคาร์บอนเครดิต  (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่ สะอาด) ด้วย โดยอยู่ระหว่างเจรจาขายคาร์บอนเครดิตแก่องค์การสหประชาชาติ  รวมถึงยังมีเอกชนไทยหลายราย อาทิ การบินไทย  สนใจติดต่อซื้อคาร์บอนเครดิตของบริษัทเช่นกัน  จึงอยากให้องค์กรอื่นของไทยหันมาตื่นตัวเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตมาก ขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การเริ่มต้นกับก้าวใหม่ของ “ไออาร์พีซี”  ที่วางแผนสู่การปฏิรูปโรงไฟฟ้าของไทยครั้งใหม่  เพื่อก้าวไปสู่การเป็นโรงไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงนั้น  ถือเป็นการจุดกระแสตื่นตัวให้กับโรงไฟฟ้าขององค์กรรัฐที่จะหันมาทบทวนนโยบาย สร้างโรงไฟฟ้ากันใหม่อีกครั้ง…เพราะประเทศไทยยังสามารถสร้างไฟฟ้าแห่งใหม่ ขึ้นได้ หากมีแผนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม  ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง!!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryID=310&amp;amp;contentID=123175&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8398582986681585705?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8398582986681585705/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post_24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8398582986681585705'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8398582986681585705'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post_24.html' title='โรงไฟฟ้า อิโซโกะ ต้นแบบพลังงานสะอาดเคียงคู่ชุมชน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2185415158321895669</id><published>2011-02-17T06:33:00.000-08:00</published><updated>2011-02-17T06:34:37.969-08:00</updated><title type='text'>การผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานจาก3แหล่งพลังงาน</title><content type='html'>หากพูดถึงพลังงานจากแสงอาทิตย์หลายคนคงนึกถึงแผงโซล่าเซลล์  และหากพูดถึงพลังงานลมแน่นอนว่าเราคงนึกถึงกังหันลมกัน  ซึ่งทั้งสองอย่างต่างก็เป็นอุปกรณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น  สำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ต่างกันออกไป  แต่ที่ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย นายกฤษฎา  พรหมพินิจ นายบุญยัง ปลั่งกลาง นายกฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และ นายสมชัย  หิรัญวโรดม ได้สร้างเครื่องต้นแบบโมบายจากพลังงานแบบผสมผสานได้สำเร็จ  ซึ่งเครื่องต้นแบบดังกล่าว เป็นการผสมผสานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม และเครื่องกำเนินดีเซล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยผู้วิจัยได้อธิบาย ว่า  การผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน คือ การรวมแหล่งพลังงานที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์  และผสมกับแหล่งพลังงานทดแทนอื่น ๆ  โดยมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นแหล่งจ่ายพลังงานเสริม กล่าวคือ ในเวลากลางวัน  เมื่อพลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมเพียงพอต่อความต้องการ  ระบบจะจ่ายพลังงานไปยังโหลดโดยตรง และประจุไฟแบตเตอรี่ที่บางเวลา  เมื่อต้องการใช้ไฟจากแบตเตอรี่จะแปลงไฟฟ้าผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าสองทาง  สำหรับจ่ายพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเวลากลางคืน  ระบบไฮบริดจ์จะจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า  โดยใช้ไฟฟ้าที่ประจุอยู่ในแบตเตอรี่  และถ้ากังหันลมสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้  พลังงานลมจะสามารถจ่ายพลังงานไปยังระบบได้ตลอดเวลา  และถ้าแบตเตอรี่ไม่สามารถจ่ายพลังไปยังโหลด  ระบบควบคุมจะสั่งการสตาร์ทเครื่องกำเนิดทันที เพื่อจ่ายพลังงานให้กับโหลด  และประจุแบตเตอรี่ที่บางเวลา อย่างไรก็ตาม ถ้าแบตเตอรี่ประจุเต็ม  และโหลดไม่มีความต้องการ ระบบจะสั่งการให้สวิตช์ตัดแหล่งจ่ายพลังงานลม  และเซลล์แสงอาทิตย์ออกจากระบบ เพื่อความปลอดภัยของกังหันลม จึงมีการ Dump  Load สำหรับกรณีดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สำหรับต้นแบบโมบายที่ประดิษฐ์ขึ้นเครื่องนี้  ประกอบด้วยระบบวัดบันทึกแสดงผลแบบ Real-time  สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดแบบอัตโนมัติ ในการออกแบบเครื่องนั้น  ประกอบด้วย แผงเซลล์แสงอาทิตย์พิกัดขนาด 2kWp, กังหันลมขนาด 1 kW  แบตเตอรี่ขนาด 24 kWh และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด 5 kW  หลังจากผ่านมาทดสอบมาอย่างยาวนานแล้ว พบว่า  ระบบสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้โหลดได้อย่างต่อเนื่อง และทำงานได้เสถียรภาพ  สามารถจ่ายพลังงานไปยังโหลด โดยไม่มีช่วงการขาดพลังงาน  ส่วนวัตถุประสงค์ในการผลิต เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้าเข้าไม่ถึง  ดังนั้น  เครื่องโมบายไฮบริดจ์จึงถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของห้องคอนเทนเนอร์(Container)  ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่รวมเอาประโยชน์จากพลังงานทั้งสามแหล่งมาไว้ด้วยกัน ได้อย่างลงตัวทีเดียว  และขณะนี้เครื่องต้นแบบโมบายไฮบริดจ์ถูกนำมาใช้ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี หากผู้ใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์  086-899-2996.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;contentId=121739&amp;amp;categoryID=651&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2185415158321895669?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2185415158321895669/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2185415158321895669'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2185415158321895669'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/3.html' title='การผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานจาก3แหล่งพลังงาน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1369492416445128747</id><published>2011-02-17T06:30:00.000-08:00</published><updated>2011-02-17T06:31:34.971-08:00</updated><title type='text'>สร้างโรงไฟฟ้า พลังแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี</title><content type='html'>นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้  จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  บริษัทได้รับเลือกให้เป็นผู้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ บริษัท ไอเฟค กรีน เพาเวอร์ พลัส จำกัด ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี  ขนาด 5 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรง กำลังการผลิตรวม 10 เมกะวัตต์  รวมมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนเม.ย.นี้  คาดแล้วเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ภายในเดือน  ต.ค.-พ.ย.นี้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่างานที่บริษัทได้รับจากงานดังกล่าว 850  ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่างานในมือปัจจุบันเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท  และผลักดันให้รายได้รวมสิ้นปีนี้เป็นตามเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน มี.ค. นี้  บริษัทคาดว่าจะได้ข้อสรุปในการเข้าถือหุ้นในบริษัท ไอเฟค กรีนเพาเวอร์พลัส  จำกัด เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกัน นอกจากนี้  บริษัทเตรียมยื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 200  เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท คาดว่ามีโอกาสได้งานดังกล่าว 10%  และน่าจะทราบผลการประมูลภายในเดือน ก.พ. นี้ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “หลังจากที่บริษัทได้ย้ายกระดานซื้อขาย (เทรด)  หุ้นมาเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากเดิมตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ  ถือว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี  เพราะหุ้นของบริษัทมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม  ซึ่งเป็นตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเนื่องจากในอนาคตมีแผนจะเพิ่มทุนรองรับการ ขยายกิจการ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างตั้งบริษัทลูกภายใต้ชื่อ เด็มโก้  เพาเวอร์ เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งพลังงานลม และแสงอาทิตย์”.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=310&amp;amp;contentID=121701&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1369492416445128747?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1369492416445128747/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1369492416445128747'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1369492416445128747'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post_17.html' title='สร้างโรงไฟฟ้า พลังแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-681976990427709915</id><published>2011-02-16T05:21:00.000-08:00</published><updated>2011-02-16T05:22:18.044-08:00</updated><title type='text'>การวิจัยสาหร่ายผลิตน้ำมันอย่างก้าวกระโดด</title><content type='html'>สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)   โชว์งานวิจัยคัดเลือกสายพันธุ์สาหร่ายน้ำมันด้วยเทคนิคการย้อมสีแห่งแรกของ ไทย ระบุเป็นการวิจัยสาหร่ายผลิตน้ำมันอย่างก้าวกระโดด  เพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคตที่รวดเร็วขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  เปิดเผยว่า ขณะนี้ วว.ได้ประสบผลสำเร็จในการใช้เทคนิคย้อมสีไนล์ เรด (Nile  Red staining)  เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์สาหร่ายที่ผลิตน้ำมันได้รวดเร็วเป็นแห่งแรกของประเทศ ไทย  โดยปัจจุบันพบว่ามีสาหร่ายสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทยแล้วกว่า  40 สายพันธุ์  และจากนี้จะนำสาหร่ายสายพันธุ์ดังกล่าวมาขยายผลในระบบการเพาะเลี้ยงกลางแจ้ง ต่อไป เพื่อการวิจัยพัฒนาที่ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ได้จริง &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ส่วนปัญหาที่หลาย ๆ  คนเป็นห่วงในการใช้พืชอาหารมาทำพลังงานทดแทนที่ส่งผลทำให้ราคาสินค้าเกษตร  เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย มีราคาสูงขึ้นนั้น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ  บอกว่าการใช้สาหร่ายสำหรับทำพลังงานทดแทนจะไม่กระทบกับราคาสินค้าเกษตรโดย ตรงอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ด้าน ดร.กันย์ กังวานสายชล นักวิจัย  ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงทางเลือก  สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท.  และผู้จัดการเครือข่ายวิจัยพลังงานจากสาหร่ายขนาดเล็กแห่งประเทศไทย (คพท.)  กล่าวว่า  ภายหลังจากที่ วว.  คัดเลือกสายพันธุ์สาหร่ายที่ผลิตน้ำมันและพัฒนาการเพาะเลี้ยงในระดับขยาย เชิงพาณิชย์กลางแจ้งแล้ว ในส่วนของน้ำมันที่ได้ ปตท.  จะนำไปวิเคราะห์คุณสมบัติและพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  ตามความเหมาะสมในการใช้งานต่อไป &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ปตท.  สนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 140 ล้านบาทในการดำเนินโครงการ  ภายใต้การดำเนินงานของ  เครือข่ายวิจัยพลังงานจากสาหร่ายขนาดเล็กแห่งประเทศไทย (คพท.)  โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี (พ.ศ. 2551-2558)  มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์เพื่อให้ต้นทุนของน้ำมันจากสาหร่ายน้อยกว่า 150  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป้าหมายเชิงเทคนิคให้สาหร่ายมีผลผลิตสูงกว่า 30  กรัมต่อตารางเมตรต่อวัน และมีปริมาณน้ำมันประมาณ 40%  หรือสามารถคิดเป็นผลผลิตน้ำมันสาหร่ายประมาณ 6 ตันน้ำมันต่อไร่ต่อปี  ไม่รวมผลิตภัณฑ์พลอยได้ จำพวกโปรตีนคุณภาพสูง  และสารสกัดจำพวกกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ซึ่งในเบื้องต้นมีการประเมินต้นทุนการผลิต ซึ่งมวลสาหร่ายอยู่ที่ประมาณ 200  บาทต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง โดยมีปริมาณน้ำมันที่ 20-30% ของสาหร่ายแห้ง  ซึ่งยังคงเป็นต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงอยู่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นางเกษมศรี  หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว.  สั่งสมประสบการณ์วิจัยและพัฒนาด้านสาหร่ายมาเป็นเวลากว่า 25 ปี  มีคลังสาหร่ายขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่นและจีน  มีคลังสาหร่ายเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายที่แยกจากระบบนิเวศต่าง ๆ  ของประเทศไทยกว่า 1,000 สายพันธุ์  และมีระบบการเพาะเลี้ยงสาหร่ายระดับขยายกลางแจ้งต้นแบบ ตั้งแต่ขนาด  100–10,000 ลิตร รวมทั้งมีนักวิชาการและทีมงานที่เชี่ยวชาญ  ซึ่งมีประสบการณ์ในการวิจัยพัฒนาด้านสาหร่าย  ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและภาคสนามมากกว่า 25 ปี  ทำให้มีข้อได้เปรียบสูงด้านการคัดเลือกหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดในการ ต่อยอดงานวิจัยแขนงต่าง ๆ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ที่สำคัญงานวิจัยเหล่านี้มีผลงานเป็นรูปธรรมทั้งด้านองค์ความรู้และ ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิด ซึ่งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชน  ในการนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืน.&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;contentId=121323&amp;amp;categoryID=478&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-681976990427709915?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/681976990427709915/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/681976990427709915'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/681976990427709915'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='การวิจัยสาหร่ายผลิตน้ำมันอย่างก้าวกระโดด'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-5516871993028624150</id><published>2011-01-25T08:37:00.000-08:00</published><updated>2011-01-25T08:38:31.640-08:00</updated><title type='text'>ระบบแปลงเกษตรอัจฉริยะ ด้วยพลังงานโซลา ร์เซลล์</title><content type='html'>นิสิตวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ทีม  KU-SRCWIN นำแผงโซลาร์เซลล์มาผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการพัฒนาชุมชนผ่านระบบแปลงเกษตร อัจฉริยะ&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;คว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดในโครงการ  M-150 IDEOLOGY 2010 โซลาร์เซลล์เพื่อชุมชนพอเพียง&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;ทีม  KU-SRCWIN เป็นนิสิตภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย นายฉัตรชัย วงศ์ชนะภัย นายยุวรัตน์  สุขตระกูล นายอัครพงศ์ วงศ์อรุณ นายศราวุธ จันใด นายจุมพล    วิชชุกรจิรภัค  นาย กระแส เตชะศรินทร์ นายนรินธร คณะมูล นายชูเกียรติ มา  ลัยลอย นายสุร    กิจ เที่ยงพลับ และนายธนภัทร ทองทรัพย์ โดยมีอาจารย์ทวีชัย อวยพรกชกร  เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทีม&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;โครงงานของทีม KU-SRCWIN  เป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์มาพัฒนาเพื่อการสาธารณประโยชน์ ของชุมชนโดยลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านเก่าค้อ อำเภอคง จังหวัด  นครราชสีมา  โดยเริ่มจากการสร้างระบบต่าง ๆ รองรับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิระบบแปลงเกษตรอัจฉริยะ  ก็คือการสร้างบ่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและใช้ทำ  การเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยีไมโคร คอนโทรลเลอร์ เข้ามาใช้ในการควบคุมเปิด-  ปิดน้ำที่ใช้รดแปลงผักโดยอัตโนมัติ  ซึ่งขั้นตอนการทำงานจะใช้เวลาและเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินเป็นตัวกำหนด เงื่อนไขการจ่ายน้ำระบบบ่อเก็บน้ำเพื่อการเกษตร  ใช้เทคโนโลยีไมโครคอนโทรลเลอร์ ในการวัดระดับปริมาณน้ำ     สำหรับเชื่อมต่อกับระบบสูบน้ำและระบบแสดงผลพลังงาน&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับโครงการระบายน้ำของทางโรงเรียนเพื่อนำน้ำส่วนที่ เกินจากความต้องการนำมากักเก็บในบ่อไว้ใช้ในยามขาดแคลน  และเป็นการผสานประโยชน์ระหว่างโครงการของทางโรงเรียนกับระบบ  อีกทั้งน้ำในบ่อน้ำจะสามารถเลี้ยงปลาเพื่อใช้เป็นการเพาะพันธุ์หรือใช้ในการ ประกอบอาหารกลางวันของทางโรงเรียนซึ่งจะมีระบบป้องกันระดับน้ำในบ่อไม่ให้นำ ไปใช้ในส่วนอื่นจนระดับน้ำไม่พอแก่การเลี้ยงปลาอีกด้วย&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;ส่วนระบบประปาหมู่บ้าน  มีการนำไฟฟ้าที่เหลือใช้จากการใช้ไฟฟ้าโครงการหลักมาใช้กับเครื่องสูบน้ำ ขนาด 400 วัตต์จำนวน 2 เครื่อง ให้ทำงานควบคู่กับระบบเดิมของ  ทางประปาหมู่บ้าน  จะช่วยลดระยะเวลาการทำงานของระบบสูบน้ำหลักคือระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3  แรงม้า ซึ่งปกติต้องเสียค่าไฟประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน  เป็นผลให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานไฟฟ้าของระบบประปาหมู่บ้าน  และชาวบ้านจะได้มีน้ำประปาใช้ตลอดวัน&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;การทำงานมีระบบแสดงผลพลังงาน  ซึ่งนำเทคโนโลยีระบบแสดงผลพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการและแสดงผลระดับ น้ำจากแหล่งผลิตน้ำในรูปแบบที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ง่าย&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt; ...โครงการนี้นอกจากจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนแล้วยังเป็นการส่งเสริมให้ นักเรียนและชาวบ้านมีทัศนคติที่ดีต่อการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์  ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าในการมีอยู่อย่างจำกัดของพลังงานและเกิดความภาคภูมิใจ ในพลังงานที่สามารถผลิตได้ด้วยตนเองและยังเป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนและ ชุมชนโดยรอบที่สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชุมชนของตนเอง ตามความเหมาะสมอีกด้วย..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=319&amp;amp;contentId=114641&amp;amp;hilight=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-5516871993028624150?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/5516871993028624150/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/01/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5516871993028624150'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5516871993028624150'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/01/blog-post_25.html' title='ระบบแปลงเกษตรอัจฉริยะ ด้วยพลังงานโซลา ร์เซลล์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3363186464920813013</id><published>2011-01-25T08:34:00.000-08:00</published><updated>2011-01-25T08:35:06.298-08:00</updated><title type='text'>พลังงานทดแทนครบวงจรที่ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย</title><content type='html'>กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมกับกระทรวงเกษตร ประมงและป่าไม้ ประเทศญี่ปุ่น  เร่งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ต้นแบบการบริหารวัตถุดิบเพื่อ พลังงานทดแทนครบวงจรขึ้นในพื้นที่ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ภายใต้  โครงการไบโอแมส ทาวน์ (Biomass Town) โดยมุ่งให้กลุ่มเกษตรกร  ชุมชนและท้องถิ่นนำชีวมวลโดยเฉพาะ  เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน เช่น ไบโอแก๊ส  (Biogas) เพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือนและชุมชน รวมทั้งผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยชีวภาพ และแปรรูปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์  ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานและช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว  ยังสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นที่อำเภอนาด้วง  เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นชุมชนพลังงานชีวมวลต้นแบบ   ซึ่งเดิมเกษตรกรมีการผลิตพืชหลักหลายชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง  มันสำปะหลัง  ไม้ผล และยางพารา ทั้งยังมีการผลิตปศุสัตว์ในพื้นที่ด้วย  โดยแต่ละปีจะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรค่อนข้างมาก  และปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อปลูกพืชใหม่เพิ่มขึ้น คือ  ปาล์มน้ำมัน ประมาณ 5,000-7,000 ไร่  ซึ่งอนาคตกรมวิชาการเกษตรได้มีแผนผลักดันให้ชุมชนนำผลผลิตปาล์มน้ำมันเข้า สู่ระบบการผลิตพลังงานชีวมวลและนำเศษวัสดุที่เหลือมาใช้ประโยชน์และสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนด้วย ซึ่งภายในปี 2554 คาดว่า  โครงการฯนี้จะสามารถเริ่มขับเคลื่อนได้ทั้งระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ปัจจุบันเกษตรกรมีความตื่นตัวและสนใจเข้าร่วมโครงการฯแล้วกว่า  200-300  ครัวเรือน มีทั้งกลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร  ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีแผนเร่งประสานความร่วมมือกับจังหวัดเลย  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อขยายผลและขับเคลื่อนโครงการฯดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมเพื่อเป็นต้นแบบให้ กับชุมชนอื่น ๆ ต่อไป  โดยจะเร่งสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยี  พร้อมส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานไบโอดีเซลชุมชน กำลังผลิต 200 ลิตรต่อวัน  ทั้งยังจะพัฒนาบุคลากร กลุ่มเกษตรกรเพื่อจัดตั้งกลุ่มพลังงานชีวมวล  การวิจัยและพัฒนาต่อยอดเรื่องพลังงานชีวมวล  และส่งเสริมการจัดตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อบริหารจัดการศูนย์ต้นแบบฯให้มี ประสิทธิภาพ  เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายมนตรี จำปาศิริ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนานาด้วง ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง  จังหวัดเลย กล่าวว่า   นับเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐให้การส่งเสริมด้านพลังงานชีวมวลเพื่อเป็นพลังงาน ทดแทนในชุมชน  สำหรับกลุ่มเกษตรกรทำนานาด้วงมีสมาชิกที่จะเข้าร่วมโครงการฯไม่น้อยกว่า 200  ครัวเรือน  ซึ่งขณะนี้โครงการฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกที่เลี้ยงสุกรสร้างบ่อแก๊สชีวภาพ ขนาดเล็ก (สำหรับสุกร 50 ตัว) เพื่อผลิตก๊าซหุงต้มใช้ภายในครัวเรือน  ขณะเดียวกันยังมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ในแปลงปลูกพืชผัก  ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล ทั้งยังมีการสร้างโรงเพาะเห็ด  และยังได้รับการส่งเสริมให้นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์มาก ขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย  คาดว่าจะเป็นช่องทางช่วยให้เกษตรกรและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=346&amp;amp;contentID=117211&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3363186464920813013?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3363186464920813013/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3363186464920813013'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3363186464920813013'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='พลังงานทดแทนครบวงจรที่ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1814945629352783623</id><published>2010-12-18T01:07:00.000-08:00</published><updated>2010-12-18T01:08:34.484-08:00</updated><title type='text'>ออกแบบการสร้างหรือปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรือ อาคารสีเขียว</title><content type='html'>จากภาวะวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล และค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นทุกปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อหลายองค์กรและหน่วยงานที่ใช้พลังงานเป็นหลัก ได้แก่ภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือ ภาคการขนส่ง และบ้านพักอาศัย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนการใช้พลังงานของภาคธุรกิจ การค้า และสำนักงานนั้นก็ไม่น้อยหน้ามีการใช้พลังงานสูงถึงร้อยละ 7 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายหน่วยงานร่วมกันหาแนวทางในการลดการใช้พลังงานของ องค์กรตัวเองด้วยการสร้างหรือปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานและ อาคารสีเขียวเพื่อเป็นแบบที่ดี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เมื่อก่อนการปลูกสร้างอาคารในเมือง จะให้ความสำคัญด้านธุรกิจการตลาด และความคุ้มทุน เป็นลำดับแรก ๆ แต่ในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนไป มีการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดพลังงานภายในองค์กร และปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในการออกแบบ และวางผังอาคาร สถาปนิกจะต้องพิจารณาวิธีการก่อสร้างอาคารที่เหมาะสมกับพื้นที่ และเน้นด้านการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วย บางหน่วยงานผู้บริหารจะหันมาสนใจดูแลทุกข์สุขของพนักงานมากขึ้น โดยจัดสำนักงานให้เป็นอาคารสีเขียว เน้นในเรื่องของการพึ่งพาธรรมชาติให้มากที่สุด โดยการออกแบบให้มีต้นไม้ที่ช่วยสร้างร่มเงาให้อาคาร ทั้งไม้ยืนต้น พุ่มสูง พุ่มเตี้ย และไม้คลุมดินประกอบกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ถ้าเวลาหนึ่งในสามของวันคือการนั่งทำงานอยู่ในสำนักงาน ระหว่างนี้เราได้เติมเต็มความสุขและความสะดวกสบายให้กับตนเองอย่างไรบ้าง???&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จะดีไหม หากจะลดความสะดวกลงบ้าง ด้วยการพิจารณา หยุดคิดก่อนที่จะทำตามความคุ้นเคยแบบเก่า ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่จะช่วยลด ละ การบริโภคทรัพยากรมากเกินความจำเป็น ด้วย วิธีการง่าย ๆ ที่ทุกคนก็สามารถทำได้ อาทิ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียล ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กำลังสบาย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** ปลูกต้นไม้รอบ ๆ อาคาร เพราะต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้น ให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 บีทียู&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** ในสำนักงานให้ปิดไฟ ปิดเครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นในช่วงเวลาพักเที่ยง จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** ลด ละ เลี่ยง การใส่สูท เพราะไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อน สิ้นเปลืองการตัด ซัก รีด และความจำเป็นในการเปิดเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** ลดการสูญเสียกระดาษเพิ่ม ด้วยการใช้กระดาษสองหน้า และหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษปะหน้าโทรสาร ชนิดเต็มแผ่น และหันมาใช้กระดาษเล็ก ที่สามารถพับบนโทรสารได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;** กระตุ้นเตือนให้พนักงานช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยการติดสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายให้ช่วยประหยัดไฟ ตรงบริเวณใกล้สวิตช์ไฟ เพื่อเตือนให้ปิดเมื่อเลิกใช้แล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เริ่มคิดและลงมือตั้งแต่วันนี้ เพราะพฤติกรรมของแต่ละคนล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในวันนี้และวัน ข้างหน้า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=509&amp;contentId=110474&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1814945629352783623?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1814945629352783623/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1814945629352783623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1814945629352783623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='ออกแบบการสร้างหรือปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรือ อาคารสีเขียว'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-6575193604826238813</id><published>2010-12-13T07:28:00.000-08:00</published><updated>2010-12-13T07:29:07.832-08:00</updated><title type='text'>ไทยนำเข้าพลังงานสูงติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก</title><content type='html'>“วรรณรัตน์” เผยไทยนำเข้าพลังงานสูงติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก เล็งปั้นอี 85 ทดแทนนำเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ 13 ธ.ค.นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดจำหน่ยน้ำมันพีทีที บลู แก๊สโซฮอล์ อี 85 ของปตท. แห่งที่ 5 ที่สาขาเกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ  ว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่บริโภคพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 25 ของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุดของโลก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและ รณรงค์ประหยัดพลังงานอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85  ถือเป็น น้ำมันของคนไทย ที่จะช่วยให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ผลิตไบโอดีเซลจากปาล์มและน้ำมันที่ใช้แล้ว เป็นต้น โดยการใช้อี 85 เพียง 1 ลิตร จะช่วยให้ประเทศลดการใช้น้ำมันเบนซิน ลงได้ถึงประมาณ 0.85 ลิตร ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมและเป็นการประกันรายได้เกษตรกรไทยด้วย  ที่ผ่านมารัฐบาลได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก ปตท. ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนจนประสบความสำเร็จ และลดการสูญเสียเงินตราให้ต่างประเทศเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเปิดจุดจำหน่ายอี 85 แห่งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนแล้ว ยังช่วยให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ใช้รถอี85 ส่วนใหญ่ มีความสะดวกในการเข้ารับบริการเติมน้ำมัน ซึ่งจะหันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยลดมลภาวะในเมืองอีกด้วย ปัจจุบันยอดการจำหน่ายน้ำมันพีทีที บลู แก๊สโซฮอล์อี 85 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณเฉลี่ย 327 ลิตรต่อวัน ในปี 52  เป็นเฉลี่ย  2,210 ลิตรต่อวัน.ในปี 53 หรือเพิ่ม 576%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ในปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันของ ปตท.มี 1,297 แห่งทั่วประเทศ มีจุดจำหน่ายอี 85 รวมจำนวน 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง รวมสาขาเกษตร-นวมินทร์แห่งนี้ และที่จังหวัดนครราชสีมาอีก 1 แห่ง  ซึ่งในอนาคต ปตท.จะพิจารณาขยายสถานีบริการอี85 ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อไป.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=310&amp;contentID=109707&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-6575193604826238813?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/6575193604826238813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/12/1-25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/6575193604826238813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/6575193604826238813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/12/1-25.html' title='ไทยนำเข้าพลังงานสูงติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-783254653771046970</id><published>2010-11-03T03:07:00.000-07:00</published><updated>2010-11-03T03:09:27.160-07:00</updated><title type='text'>โครงการ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ไทย-ลาว “น้ำงึม2”</title><content type='html'>คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไฟฟ้ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศไทยเป็นอย่างมาก และนับวันความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นสอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงต้องมองหาแหล่ง พลังงานสำรองเพื่อรองรับกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและเสริมสร้างความมั่นคง ให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ ขณะเดียวกันก็พยายามมองหาช่องทางในการที่จะลดการใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่าน หินและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนก่อให้เกิดกระแส ต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (2553-2573) ที่เน้นการรับซื้อไฟฟ้าที่เป็นพลังงานทดแทนและไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้พลังงานน้ำจึงเป็นทางเลือกลำดับต้นๆเพื่อใช้ในกระบวนการ ผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ช่วงระยะเวลา 4 ปี (2549-2553) ที่ผ่านมา โครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำงึม 2” จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต อีกด้านคือเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัทเซาท์อีสเอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ ส.ป.ป.ลาว โดยมีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาหลักในการออกแบบและก่อสร้าง โดยใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 30,832 ล้านบาท ถือว่าเป็นกิจการของคนไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านรายใหญ่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 2 ตั้งอยู่ทิศเหนือของเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 ตัวเขื่อนตั้งขวางลำน้ำงึมที่บ้านห้วยม่อ แขวงเวียงจันทน์ ตัวเขื่อนเป็นเขื่อนหินถม ดาดหน้าด้วยคอนกรีต มีความยาวของสันเขื่อน 485 เมตร สูง 181 เมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 615 เมกกะวัตต์ หรือปีละ 2,218 ล้านหน่วย (เท่ากับผลิตไฟฟ้าให้กับจังหวัดเชียงใหม่ได้ทั้งจังหวัด) ซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกส่งมายังสถานีไฟฟ้าบ้านนาบง เพื่อส่งผ่านไปยังจุดจำหน่ายไฟฟ้าชายแดนไทยลาว ที่บริเวณบ้านจอมแจ้ง ก่อนเชื่อมต่อกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อขายให้กับการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคในราคายูนิตละ 2 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายกำธร ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนน้ำงึม 2 ว่าการสร้างเขื่อนำไฟฟ้าพลังน้ำที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ประเทศลาวที่ได้ประโยชน์จากรายได้ที่เกิดจากขายไฟฟ้าเข้าประเทศ โดยยังสามารถรักษาป่าต้นน้ำให้คงอยู่ ในส่วนของประเทศไทยก็รับอานิสงค์ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูกตลอดอายุสัมปทานที่ยาว นาน 27 ปี ซึ่งสัมปทานนี้จะไปสิ้นสุดในปี พ.ศ.2580 เท่ากับว่าตลอดระยะเวลา 27 ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยจะมีแหล่งพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์สำรองเพิ่มขึ้นโดยที่แหล่งพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหินก็ไม่ถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาในแง่ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ไฟฟ้าจากพลังน้ำมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้พลังงานจาก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ส่งผลไปยังอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติน้อยมาก จึงเป็นประโยชน์โดยตรงกับคนไทยที่ใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ได้รับเฉลี่ย 2.20-2.30 บาทต่อหน่วย แต่เมื่อเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าประเทศไทยในวันที่ 25 ธ.ค.2553 จะทำให้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าอัตราดังกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกจากนี้นายกำธรยังเปิดเผยว่า ในการนำเสนอโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำนั้นต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าที่ ส.ป.ป.ลาวจะยอมเซ็นสัญญา เพราะทางรัฐบาลลาวต้องการความมั่นใจว่าโครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 2 นี้จะเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้ง ส.ป.ป.ลาวและประเทศไทย 100% โดยที่ทาง ส.ป.ป.ลาว จะมีรายได้และเงินลงทุนสร้างเขื่อนอีกหลายพื้นที่ ตามแนวคิดของรัฐบาลลาวที่ประกาศจะผลักดันให้ ส.ป.ป.ลาวเป็น Battery of Asia ภายในปี พ.ศ.2563 ด้วยพลังงานการผลิตไฟฟ้า 20,000 เมกกะวัตต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงเท่านี้ ในแง่ของการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ในพื้นที่ ผู้รับสัมปทานชาวไทยก็ได้เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านราว 5,759 คน จาก 982 ครอบครัวใน 16 หมู่บ้าน ของเมืองไซสมบูน แขวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ด้วยการสร้างเมืองใหม่โดยย้ายมาอยู่ที่เมืองเฟืองในแขวงเวียงจันทน์ ซึ่งมีการพัฒนาและปรับพื้นที่ป่าให้กลายเป็นหมูบ้านจัดสรร 3 หมู่บ้าน พร้อมด้วยวัด โรงเรียน สถานีอนามัย ตลาดและถนนลาดยาง บนเนื้อที่ 2 ตารางกิโลเมตร ด้วยจำนวนเงินกว่า 400 ล้านบาท จนเป็นที่มาของความพอใจของผู้นำรัฐบาลลาว โดยยืนยันได้อย่างดีจากคำพูดของนายสราวุฒิ เสงี่ยมศักดิ์ ผู้แทนบริษัทไฟฟ้าน้ำงึม 2 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้กับรัฐบาลลาวว่า รัฐบาล ส.ป.ป.ลาวพอใจเป็นอย่างมากกับโครงการนี้ เพราะการสร้างเขื่อนไม่มีผลกระทบกับระบบนิเวศ และยังช่วยรักษาป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของเขื่อนน้ำงึม 2 ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 อาชีพ ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องขอขอบคุณคนไทยที่มาช่วยพัฒนาประเทศโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาในกรณีที่เขื่อนแตกนั้น นายสราวุฒิได้อธิบายว่า เขื่อนน้ำงึม 2 ออกแบบให้รองรับกับภัยธรรมชาติกรณีแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์หรือกรณีที่มีปริมาณน้ำมาก ก็จะมีระบบการระบายน้ำที่ดี แต่อย่างไรก็ตามโอกาสที่น้ำจะล้นเขื่อนมีน้อยมาก เพราะการสร้างเขื่อนในโครงการนี้ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ไม่ใช่ทำแค่ 1-2 วัน ปัญหานี้คงจะไม่เกิดกับเขื่อนนี้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอนาคตข้างหน้า นักลงทุนของไทยยังมีโครงการไชยะบุรี ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างฝายกั้นแม่น้ำโขง กำลังการผลิต 1280 เมกกะวัตต์ โดยจะมีการลงนามในสัญญาเดือน ต.ค.นี้ ด้วยมูลค่าโครงการสูงถึง 110,000 ล้านบาท ในระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนน้ำงึม 2 ถึง 2 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงแต่ข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดที่ทำให้โครงการสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 เป็นไปได้อย่างราบรื่นแล้ว เหตุผลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ แรงสนับสนุนโดยปราศจากกระแสต่อต้านของคนในพื้นที่ ซึ่งเข้าใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับมากกว่าผลประโยชน์ส่วน ตัว อันเป็นผลจากการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและการจัดการที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล เขื่อนน้ำงึม 2 ประสบความสำเร็จและเป็นที่ภูมิใจของคนลาว เพราะที่นั่นไม่ค่อยมี “ตัวถ่วง” จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเจริญเหมือนกับบ้านเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=660&amp;contentID=96756&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-783254653771046970?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/783254653771046970/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/11/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/783254653771046970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/783254653771046970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/11/2.html' title='โครงการ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ไทย-ลาว “น้ำงึม2”'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3392784840662513082</id><published>2010-10-26T09:42:00.001-07:00</published><updated>2010-10-26T09:42:51.011-07:00</updated><title type='text'>สร้างหมู่บ้านต้นแบบพลังงานทดแทน</title><content type='html'>ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมนุษย์ทั่วโลกได้ใช้พลังงานทางธรรมชาติกันอยู่ทุกวัน ทั้งการหุงต้มที่เริ่มแรกมาจากการใช้ไม้ในการจุดไฟ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ต่อมาก็มีการใช้ก๊าสหุงต้ม แต่ก็ยังคงสิ้นเปลืองพอ ๆ กัน ถัดมาก็เป็นการสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ให้แสงสว่าง นำมาใช้ให้เกิดพลังงานลมในเครื่องปรับอากาศ พัดลม รวมถึงการขุดเจาะน้ำมันจากใต้ผืนดินเพื่อเอามาใช้ในการขับขี่ยานพาหนะหรือ ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ในเครื่องจักรต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้มนุษย์เกิดความสุขสบาย แต่สิ่งที่ทุกคนมองข้ามคือพลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานสูญเปล่า สักวันหนึ่งอาจจะหมดไป ดังนั้นล่าสุดทางสถาบันวิจัยและพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้สร้างหมู่บ้านต้นแบบพลังงานทดแทนขึ้นเพื่อให้ เกิดจิตสำนึกกับประชาชน และช่วยกันรักษาธรรมชาติให้คงอยู่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ดร.พฤกษ์ อักกะรังษี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การทำหมู่บ้านต้นแบบแห่งแรกนี้ได้สร้างขึ้นที่หมู่บ้านไร่ป่าคา ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ โดยการสนับสนุนจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้เข้าร่วมโครงการทางด้านพลังงาน ในระหว่างปี 2550-2552 เพราะมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การเป็นหมู่บ้านที่มีศักยภาพด้านพลังงานมีจุด เด่นด้านผู้นำและความเข้มแข็งของชุมชนและได้รับการมอบหมายจากจังหวัดลำพูน ให้เป็นศูนย์เรียนรู้พลัง งานชุมชนด้วย ในส่วนที่สถาบันฯ ที่ได้เข้าไปให้การส่งเสริมและผลักดันหมู่บ้านแห่งนี้ ดำเนินการในด้านการผลิตพลังงานทดแทนต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนให้สร้างระบบก๊าซชีวภาพจากมูลโคขาว ซึ่งสามารถช่วยประหยัดเงินค่าก๊าซหุงต้มได้มากถึงเดือนละประมาณ 13,000 บาท การ  สร้างเครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันที่ใช้แล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเงินการใช้น้ำมันดีเซลลงจากเดิมมาก การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตน้ำดื่มภายในหมู่บ้านและการนำถ่านไม้มา ผลิตเป็นเชื้อเพลิงใช้สำหรับเครื่องยนต์การเกษตรการดำเนินงานที่ผ่านมานับ ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับความร่วมมือจากกลุ่ม  ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน รวมทั้งหน่วยงาน  ต่าง ๆ ในการดำเนินงานด้านพลังงานของหมู่บ้านแห่งนี้ให้บรรลุเป้าหมายด้วยดี ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและ พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ในที่สุด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายอยุธ ไชยยอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านไร่ป่าคา กล่าวว่า ปัจจุบันหมู่บ้านมีพลัง   งานทดแทนใช้หลากหลายประเภท เช่น การสร้างระบบก๊าซชีว  ภาพขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร จากมูลวัวหรือ   ที่เรียกว่ามูล   โคขาวลำพูน จำนวน 70 ตัว ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคจำนวน 20 คน ซึ่งมีแนวคิดว่าระบบก๊าซชีวภาพสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานได้ จริง จึงได้เข้าร่วมโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2545 ด้วยการสร้างระบบก๊าซชีวภาพที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทดแทนก๊าซหุงต้มได้ 23 กิโลกรัมต่อวัน เฉลี่ยสามารถประหยัดเงินค่าก๊าซหุงต้มได้ประมาณเดือนละ 13,000 บาท นอกจากนั้นยังได้ปุ๋ยน้ำมาใช้รดหญ้า สำหรับใช้เลี้ยงวัว ประมาณ 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และได้ปุ๋ยอินทรีย์มาเป็นปุ๋ยใส่พืชผลทางการเกษตรอีกประมาณ 14,400 กิโลกรัมต่อปี นอกจากนั้นแล้ว ยังสร้างเครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันที่ใช้แล้ว โดยอัตราการผลิตของเครื่องสามารถผลิตไบโอดีเซลได้วันละ 150 ลิตร แล้วนำไปเติมเครื่องยนต์การเกษตรทดแทนการซื้อน้ำมันดีเซลจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันดีเซลมีราคาแพง ไบโอดีเซลเป็นที่ต้องการของชุมชนมาก ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านได้มากถึงปีละ 70,000 บาท อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ยังพยายามคิดหาพืชพลังงานอื่น ๆ เพื่อมาทดแทนวัตถุดิบจากน้ำมันที่ใช้แล้ว โดยช่วยกันคิดหาพืชน้ำมันมาทดแทน เพราะคิดว่า ถ้าพึ่งพาน้ำมันที่ใช้แล้วจากโรงงานเป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว หากขาดแคลนหรือราคาสูงก็จะทำให้ขาดวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล จึงรวมกลุ่มกันช่วยกันคิดและหันมาปลูกดอกทานตะวันเพื่อนำมาหีบน้ำมันผลิต เป็นไบโอดีเซล ซึ่งนอกจากจะได้น้ำมันแล้วยังทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมอาชีพด้วยและดอก ทานตะวันจำนวนมากยังช่วยให้หมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยและที่นี่ยัง มีโครงการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายอย่างเลยทีเดียว เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำบาดาลขึ้นมาผลิตเป็นน้ำดื่มขายในหมู่บ้านทำ ให้ชาวบ้านได้ซื้อน้ำดื่มในราคาที่ถูกลง ปกติน้ำดื่มทั่วไปจะขายถังละ 12 บาท (มีน้ำปริมาณ 20 ลิตร) แต่หลังจากทางหมู่บ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำบาดาลขึ้นมาผลิตเป็นน้ำ ดื่ม สามารถจำหน่ายให้ชาวบ้านได้ในราคาเพียงถังละ 5 บาท ถูกกว่าน้ำดื่มที่ขายทั่ว ๆ ไปเยอะเลย และยังมีเงินจากการจำหน่าย  น้ำดื่มเหลือเข้าหมู่บ้านอีกเดือนละ 4,000-5,000 บาท นอกจาก    นั้นทางหมู่บ้านเรายังสร้างเตาชีวมวลซึ่งใช้เชื้อเพลิงจากแกลบและ  ถ่านไม้ ซึ่งหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ในงานส่วนรวมทำให้สามารถประหยัดค่าแก๊ส แอลพีจีได้เป็นอย่างดี โดยปกติแล้วหากมีงานภายในหมู่บ้านจะสิ้นเปลืองค่าแก๊สโดยเฉลี่ย 3 ถัง รวมเป็นเงินประมาณ 900 บาท (ถังละ 15 กิโลกรัม) แต่หากทดแทนด้วย   การใช้เตาชีวมวลแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่   45 บาท คิดค่าแกลบ  ประมาณ 30 กิโลกรัม (แกลบราคา 1.5 บาทต่อกิโลกรัม) หรือหากใช้เชื้อเพลิงเป็นถ่านไม้ก็จะเสียเงินซื้อถ่านเพียง 1 กระสอบ ค่าใช้จ่ายเพียง 200 เท่านั้น นอกจากนั้นยังสามารถนำถ่านไม้มาใช้ผลิตเป็นก๊าซเชื้อเพลิงสำหรับรถอีแต๋นและ รถ  มอเตอร์ไซค์ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายอยุธ กล่าวว่าโครงการพลังงานต่าง ๆ ช่วยทำให้พวกเราได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าลงได้ เยอะมาก วันนี้พวกเราภูมิใจที่ได้เป็นชุมชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายของ ภาครัฐและของประเทศที่ต้องการให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประ สิทธิภาพรู้คุณค่าเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนทางคณะทำงานผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ต้องขอขอบคุณ กระทรวงพลังงานและสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้มาถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ทางด้านพลังงานให้แก่ชุมชนแห่งนี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เห็นความพยายามพึ่งตัวเองของคนในชุมชนบ้านไร่ป่าคา  แล้วก็ต้องยกหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็น   หมู่บ้าน ที่ประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ได้นำพลังงานทดแทนที่ผลิตได้มาใช้ในชีวิต    ประจำวัน และหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นหมู่บ้านพลังงานต้นแบบที่สามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทนให้แก่ชุมชนอื่น ๆ ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ สามารถใช้พลังงานที่ตนมีอยู่อย่าง   มีประสิทธิภาพลบแนวความคิดของชุมชนในด้านการคิดว่าพลังงานเป็นเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านพลังงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์แนวร่วมในการ อนุรักษ์พลังงาน และก่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างมี ประสิทธิภาพในระดับหมู่บ้านขยายสู่ตำบลและสู่วงกว้างไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับประเทศชาติต่อไป.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3392784840662513082?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3392784840662513082/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3392784840662513082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3392784840662513082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='สร้างหมู่บ้านต้นแบบพลังงานทดแทน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8280768337831590174</id><published>2010-09-17T08:07:00.000-07:00</published><updated>2010-09-17T08:09:06.024-07:00</updated><title type='text'>เยอรมนีประเทศต้นแบบพลังงานทดแทนของโลก</title><content type='html'>“เยอรมนี” นอกจากเป็นประเทศที่มีหมอดูแม่น ๆ อันดับ 1 ของโลกอย่าง “ปลาหมึกพอล” แล้ว ยังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับ 1 ด้านการใช้ “พลังงานทดแทน” ของโลกด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ รัฐบาลเยอรมนีส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง รวมถึงทุ่มทุนทรัพย์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทุกรูปแบบ ไล่ตั้งแต่ กังหันลม (วินด์ พาวเวอร์) พลังงานชีวภาพ (ไบโอ เอ็นเนอร์จี้) พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ เซลล์) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กระทั่งกระบวนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน จากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน (ซีซีเอส) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน!!&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เนื่องจากประเทศเยอรมนี เป็น 1 ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (จี 8) ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และใช้พลังงานจากน้ำมันสูงมาก โดยสูงกว่าไทยถึง 3 เท่าตัว รวมถึงนำเข้าพลังงานน้ำมันกว่า 90% แต่ขณะเดียวกันเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติถ่านหินมากเป็นอันดับ 1 ของโลก มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นอันดับ 4 ของโลก จึงได้ทำข้อตกลงร่วมกันในกลุ่มจี 8 ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการหันมาพัฒนาพลังงานทดแทน และขณะนี้ได้ครองตำแหน่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานทดแทนมากที่สุดในกลุ่มสหภาพ ยุโรปไปแล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ด้วยศักยภาพข้างต้น ทำให้ “วีระพล จิรประดิษฐกุล” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำคณะสื่อมวลชนบุกไปศึกษาแนวทางเพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย จึงทำให้ทราบว่า เยอรมนีจริงจังเรื่องเหล่านี้มาก ถึงกับออก “กฎหมายแหล่งพลังงานหมุนเวียน” อย่างชัดเจน และ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 12.5% ในปี 53 ก่อนจะเพิ่มเป็น 20% ในปี 63 และเป็น 50% ในอีก 30 ปีถัดไป พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายส่งไฟฟ้า รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน และประกันอัตรารับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำในรูปฟีดอินทารีฟส์ (ค่าไฟอัตราพิเศษ)&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้มีโครงการสาธิตที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล คือ “ยึนเดอร์” ที่เมืองเกิททิงเงน เป็นโครงการหมู่บ้านพลังงานชีวภาพ (ไบโอ เอ็นเนอร์จี้   วิลเลจ) จากมูลวัวและมูลสุกรร่วมกับเศษพืชผักพืชไร่ ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ส่งผลให้อีก 16 หมู่บ้านเริ่มที่จะเข้าร่วมโครงการมากขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หมู่บ้านพลังงานชีวภาพ “ยึนเดอร์” นับเป็นแห่งแรกในเยอรมนี ที่ผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าจากชีวมวล ด้วยการหมักมูลวัวและมูลสุกร ร่วมกับเศษพืชผัก พืชไร่ในหมู่บ้าน มีการสร้างโรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกัน มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5.4 ล้านยูโร ซึ่งกระทรวงอาหารเกษตรกรรม และการคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐบาลเยอรมนีให้เงินฟรี ๆ 1.3 ล้านยูโร ที่เหลือเป็นส่วนของภาคเอกชนที่สนใจ และชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการโดยการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เสียค่าธรรมเนียม 1,500 ยูโร เพื่อให้มีสิทธิในการออกเสียง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ความร้อนที่ได้ จะถูกส่งไปยัง 145 ครัวเรือนของสมาชิกสหกรณ์ฯ โดยการผ่านท่อส่งความร้อนของเขต ส่วนไฟฟ้าที่ได้จะขายไปยังระบบไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งผู้ประกอบการสายส่งไฟฟ้าจะรับซื้อไฟและประกันอัตรารับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ ในราคา 17 เซนต์ต่อกิโลวัตต์  ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากทำให้สมาชิกฯ ได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3,300 ตัน และลดการใช้น้ำมันได้ปีละ 400,000 ลิตร รวมทั้งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้จากช่วงแรกที่มีประชาชนเข้าร่วมเพียง 60% แต่พอผ่านไป 3 เดือน เพิ่มเป็น 70% แล้ว เพราะรู้สึกว่าเป็นโครงการของชุมชนตนเอง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ย้อนกลับมาดูประเทศไทย สนพ.ระบุชัดเจนว่า แนวคิดในการส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้น จะพยายามให้มาจากแนวคิดของชาวบ้านเองว่าต้องการอะไร และจัดการกันเอง ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้เริ่มสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทน ที่ผลิตจากผู้ผลิตขนาดเล็กมาระยะหนึ่งแล้ว โดยให้แต่ละหมู่บ้านผลิตพลังงานใช้เอง จากวัตถุดิบในพื้นที่ เช่นที่ จ.พัทลุง รัฐเข้าไปสนับสนุนใช้ชาวบ้านนำขี้หมูมาผลิตพลังงานชีวมวล แล้วต่อท่อส่งเป็นก๊าซหุงต้มไปตามบ้านให้ชาวบ้านใช้ฟรี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดปัญหากลิ่นขี้หมูรบกวน&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;หรือที่หมู่บ้านใน จ.เชียงใหม่ ก็ใช้ขี้หมูมาผลิตพลังงาน ที่จ.ลำพูน ผลิตไบโอดีเซล และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ทั้งนี้ยอมรับว่า ยังไม่สามารถพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านพลังงานทดแทนเต็มรูปแบบเหมือนยึนเดอร์ได้ เนื่องจากรัฐเป็นผู้ลงทุนให้ประชาชนจึงขาดการมีส่วนร่วม ไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แม้ว่าขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ศึกษาและทดลองหลายโครงการ แต่ที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนในท้องถิ่น ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุด   สนพ. ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลงไปศึกษาพัฒนาให้ “เกาะกูด” เป็นเกาะแห่งพลังงานทดแทน (กรีน ไอร์แลนด์) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตไฟฟ้าบนเกาะ โดยศึกษาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ทั้งโซลาร์เซลล์จากน้ำตก กังหันลม เพราะชาวบ้านบนเกาะต้องซื้อไฟที่ปั่นจากดีเซลหน่วยละ 15-20 บาท แต่หาก กฟภ.ลงทุน ขณะนี้ยังมีต้นทุนแพงกว่าค่าไฟฟ้าทั่วไป แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับชุมชนในพื้นที่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่    &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;โดยภาพรวมแล้ว เมืองไทยวางแผนพลังงานหมุนเวียนกำหนดอย่างชัดเจน ในแผนพลังงานทดแทน แต่ไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมาย และกำลังศึกษาว่าจะนำระบบฟีดอินทารีฟส์ มาใช้ทดแทนระบบแอดเดอร์ได้อย่างไร โดยในส่วนของแอดเดอร์ที่จะปรับเป็นโครงการแรก คือ การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ที่จะใช้รูปแบบฟีดอินทารีฟส์ เนื่องจากหากใช้แอดเดอร์แล้ว พบว่าผู้ประกอบการเอกชนจะได้กำไรเพิ่มขึ้น เมื่อเทคโนโลยีได้พัฒนาจนทำให้อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าลดลง แต่จะเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน ที่จะมีภาระค่าไฟฟ้าอัตโนมัติถึง 23 สตางค์ ขณะที่ระบบฟีดอินทารีฟส์ นั้นเอกชนจะได้ค่าไฟฟ้าคงที่ เพราะไม่ได้บวกรวมในค่า  เอฟที ที่ผันแปรไปตามราคาน้ำมันและกระทบต่อประชาชนน้อยกว่า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนเรื่องการประหยัดพลังงานนั้น อนาคตภาครัฐต้องมีมาตรการบังคับ หรือกึ่งบังคับออกมาเพิ่มเติม ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน หลังจากที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเพื่อให้เกิดแรง จูงใจเป็นหลัก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีระบบดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน จากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขนาดใหญ่ และเก็บก๊าซฯไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย (ซีซีเอส) ของ บริษัท วัตเท่น ฟอส์ ด้วยเทคโนโลยีการสันดาปเชื้อเพลิงด้วยออกซิเจน แต่ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงมาก ถึง 16 สตางค์ต่อหน่วยไฟฟ้า รวมทั้งต้องได้รับการสนับสนุนทั้งจากการเมืองและการเงิน ที่สำคัญคือการยอมรับจากประชาชนในการอัดก๊าซคาร์บอนกลับเข้าไปในชั้นใต้ดิน คาดว่าคงต้องพัฒนาอีกกว่า 10 ปี จึงจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ จึงยังไม่เหมาะสมกับเมืองไทยเท่าใดนัก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนพลังงานจากกังหันลมนั้น อาจใช้ได้กับเมืองไทยเพียงบางพื้นที่ และบางเวลาเท่านั้น เนื่องจากไม่มีลมแรงเหมือนต่างประเทศ ที่จะส่งให้กังหันหมุนแล้วกักเก็บพลังงานไว้ใช้ได้ แม้กระทั่งที่ลำตะคอง จะมีลมหมุนกังหันได้ก็ช่วงตี 2 ถึงตี 3 เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลืออีกทางเลือกเดียวที่เห็นว่า น่าจะเหมาะสมกับการนำมาปรับใช้กับเมืองร้อนได้มากที่สุด นอกจากไบโอ เอ็นเนอร์จี้ วิลเลจแล้ว นั่นคือ พลังงานจากแสงอาทิตย์นั่นเอง แต่ย้อนกลับมาดูนโยบายโซลาร์ เซลล์ของรัฐบาลไทยแล้ว ก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะปัจจุบัน มีเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทาน แถมยังเกี่ยวโยงสายสัมพันธ์กับนักการเมืองด้วย จึงทำให้ต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สูงมาก กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนเมิน!&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ครั้นจะตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า การประหยัดพลังงานที่ดีที่สุด คือการไม่ใช้พลังงาน ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ในยุคที่ไทยต้องพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมต่างชาติ ดังนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับทั้งรัฐบาล องค์กรต่าง ๆ รวมถึงประชาชน ว่ามีทัศนคติต่อการใช้พลังงานอย่างประหยัด คุ้มค่า และเน้นการหันมาใช้พลังงานทดแทนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ประเทศไทยคงจะพึ่งปลาหมึกพอลไม่ได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเริ่มลงมือทำจริงจัง ก่อนที่พลังงานในโลกจะหมดลง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=310&amp;contentId=92192&amp;hilight=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8280768337831590174?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8280768337831590174/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/09/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8280768337831590174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8280768337831590174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/09/blog-post_17.html' title='เยอรมนีประเทศต้นแบบพลังงานทดแทนของโลก'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2808696502846423461</id><published>2010-09-17T08:05:00.000-07:00</published><updated>2010-09-17T08:06:52.560-07:00</updated><title type='text'>โลกต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน</title><content type='html'>ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นผลจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวของต่อการขาดความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต เนื่องจากปัญหาหลายด้าน อาทิ โครงสร้างการบริโภคพลังงานที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นส่วน ใหญ่ โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าสูงถึงร้อยละ 95 ของปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศ กิจกรรมการใช้พลังงานที่ด้อยประสิทธิภาพทั้งในภาคการขนส่งและภาคการผลิต กลไกตลาดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นผลจากการผูกขาดในธุรกิจพลังงาน รวมทั้งความท้าทายจากความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ด้านพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เตรียมการรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเน้นหนักด้านการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่ม ขึ้น ทั้งการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานฟอสซิลทั้งในและต่างประเทศ และการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน การสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) การแทรกแซงกลไกราคาพลังงานโดยกองทุนน้ำมัน การกระจายสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานชนิดต่างๆ ตลอดจนการจัดการด้านอุปสงค์ ทั้งโดยการลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ในความเห็นของผม นโยบายทั้งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันและแผนในอนาคตยังไม่เพียงพอที่จะเป็น หลักประกันได้ว่า ประเทศไทยจะไม่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางพลังงานในอนาคต ผมจึงขอนำเสนอยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน คือ “การทูตว่าด้วยพลังงาน”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ในอนาคตระยะสั้นถึงระยะกลาง ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลัก และยังต้องเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอยู่ต่อไป เพราะไม่มีแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศเพียงพอสำหรับความต้องการ ขณะที่การปรับโครงสร้างการใช้พลังงานไปสู่การใช้พลังงานทดแทนนั้นยังต้องใช้ เวลายาวนาน เช่นเดียวกับการนำพลังงานชนิดใหม่มาใช้ โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ยังมีกระแสต่อต้านที่รุนแรงมาก หรือพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานไฮโดรเจนที่ยังมีต้นทุนสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การเข้าถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคตจำเป็นต้องใช้การทูตหรือความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกมีผู้ผลิตน้อยราย (oligopoly) ทำให้อำนาจต่อรองอยู่ที่ผู้ผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความต้องการใช้ พลังงาน ทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อการได้มาซึ่งพลังงาน โดยเฉพาะประเทศจีนได้พยายามดำเนินการเจรจาและร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน จำนวนมาก รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันซึ่งมีนโยบายต่อ ต้านสหรัฐอเมริกา เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการของตน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์การทูตว่าด้วยพลังงานที่ชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม เห็นว่าไทยมีช่องทางในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตว่าด้วยพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่งเสริมการลงทุนจากประเทศผู้ผลิตพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีรายได้จากการ ขายน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาล ประเทศไทยจึงควรส่งเสริมให้รัฐบาลหรือนักลงทุนจากประเทศเหล่านี้นำเงินเข้า มาลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปลายน้ำของอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ธุรกิจจัดจำหน่ายพลังงาน เป็นต้น เพื่อให้ประเทศผู้ผลิตผู้ส่งออกน้ำมันมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของอุตสาหกรรม พลังงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่า ประเทศผู้ส่งออกพลังงานจะพยายามจัดหาพลังงานมาให้กับอุตสาหกรรมพลังงานใน ประเทศไทยอย่างเพียงพอ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองในฐานะเจ้าของธุรกิจพลังงานในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แลกเปลี่ยนความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอนาคต โลกมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตด้านต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตการณ์พลังงานและวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร ในภาวะความเสี่ยงดังกล่าว ประเทศไทยควรใช้ความได้เปรียบในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของ โลก ดำเนินการเจรจากับประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ เพื่อแลกเปลี่ยนความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น การทำข้อตกลงว่าหากเกิดวิกฤตการณ์พลังงานหรือวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร ทั้งสองประเทศจะจัดส่งพลังงานหรืออาหารให้กันและกันในปริมาณที่เพียงพอและ ระดับราคาที่เหมาะสม หรือการเปิดเสรีการลงทุนในธุรกิจพลังงานและธุรกิจอาหารระหว่างกัน ทั้งนี้กรณีที่มีนักลงทุนจากตะวันออกกลาง ต้องการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรในประเทศไทย สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีความตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งสำรองพลังงานระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หลายประเทศทั่วโลกมีการสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ในระดับหนึ่ง เช่น ประเทศสมาชิกของ International Energy Agency 28 ประเทศ (ไม่รวมประเทศไทย) สำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ขั้นต่ำ 90 วันของปริมาณการนำเข้าน้ำมันของแต่ละประเทศ สหรัฐอเมริกาสำรองน้ำมัน 158 วัน ญี่ปุ่น 161 วัน เยอรมนี 117 วัน ฝรั่งเศส 96 วัน เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ 70 วันของปริมาณการบริโภคในประเทศ แต่การสำรองน้ำมันดังกล่าวเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานสำหรับ ประเทศไทยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเสนอว่า ประเทศไทยควรเจรจากับประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์ ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะให้สิทธิพิเศษในการซื้อขายน้ำมันสำรอง ให้แก่ประเทศสมาชิกก่อนประเทศอื่น ในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดภาวะฉุกเฉินทางพลังงาน แนวทางนี้มีหลักการคล้ายกับการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของ ประเทศอื่นได้ ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ทั้งนี้แนวทางในการตั้งสำรองพลังงานระหว่างประเทศอาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น การกำหนดปริมาณน้ำมันที่ประเทศสมาชิกต้องให้สิทธิแรก (first right) แก่ประเทศไทยในการซื้อน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ การอนุญาตให้ประเทศสมาชิกตั้งคลังน้ำมันสำรองในประเทศไทย โดยที่ให้สิทธิพิเศษกับประเทศไทยในการซื้อน้ำมันสำรองดังกล่าว เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็น สำคัญคือการพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก อย่างซาอุดิอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลมิควรดำเนินการใดๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอนาคต โลกต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งในภาวะวิกฤต กลไกตลาดอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำเป็นต้องให้ความ สำคัญกับยุทธศาสตร์การทูตว่าด้วยการพลังงาน โดยการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศผู้ ผลิตน้ำมันทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์&lt;br /&gt;นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด&lt;br /&gt;kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=646&amp;contentId=92407&amp;hilight=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2808696502846423461?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2808696502846423461/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2808696502846423461'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2808696502846423461'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='โลกต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-7196774879189275753</id><published>2010-07-23T07:59:00.000-07:00</published><updated>2010-07-23T08:01:06.743-07:00</updated><title type='text'>ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</title><content type='html'>งานวิจัยเพื่อสิ่งแวดล้อมฝีมือคนไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า “อีเวสต์” (e-waste) ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสียและเสื่อมสภาพ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้งานแล้ว กำลังมีเพิ่มมากขึ้นทุกวันและถือเป็นสิ่งที่กำจัดทิ้งได้ยาก พราะเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคน รวมถึงมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่คนไม่ต้องการนั้นชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก ถือเป็นวัสดุที่ย่อยสลายเองได้ยากหรือต้องใช้เวลานาน ซึ่งในภาวะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน มีการรณรงค์ให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือการนำของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ด้วยวิธีการ รีไซเคิล&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เครื่องมือ อุปกรณ์ ของใช้ที่เป็นพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวันกำลังเป็นปัญหาที่แก้ยากขึ้น เพราะปริมาณความต้องการใช้พลาสติกกลับไม่เคยลดลง ตราบเท่าที่เรายังต้องอาศัยเครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันเหล่านี้ อยู่ แต่สิ่งที่ทุกคนร่วมมือทำกันได้ก็คือ ช่วยกันลดปริมาณการใช้ให้น้อยลงและใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อลดปัญหาที่จะเพิ่ม มากขึ้นในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้วัสดุจากธรรมชาติแทนการใช้พลาสติก หรือการทำพลาสติกที่ ย่อยสลายได้ในเวลาไม่นานและไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการการผลิต การนำไป ใช้ และการย่อยสลาย ซึ่งก็ได้มีการทำการวิจัยคิดค้นจนเป็นผลสำเร็จแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานวิจัยชิ้นนี้ คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Electronic Parts Made from Environmental Friendly Plastics) ผลงานของ นางวีราภรณ์ ผิวสอาด จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งยังได้ไปคว้าเหรียญเงินจาก การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรีในงาน Korea International Women's Invention Exposition 2010 (KIWIE 2010) ประเทศเกาหลีใต้ มาด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นางวีราภรณ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็ก  ทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่นำพลาสติกเข้ามาใช้ โดย ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ทำจากพลาสติก ที่เรียกว่า พลาสติกวิศวกรรม ได้แก่ Acylonitrile-butadiene-styrene (ABS) หรือ Polycarbonate (PC) เป็นต้น ซึ่งเมื่อใช้แล้ว ทิ้งเป็นขยะสู่สิ่งแวดล้อมต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี ปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนอย่างที่ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;งานวิจัยที่ทำขึ้นเป็นการนำพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพมาใช้ทดแทน พลาสติก กล่าวคือ พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพเป็นพลาสติกที่เตรียมจากสารตั้งต้นที่มาจาก ธรรมชาติ พวก biomass เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด นำมาผ่านกระบวนการหมักและกระบวนการพอลิเมอไรเซชั่นได้เม็ดพลาสติก จากนั้นจึงนำมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็ได้ทดลองทำงานขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนเลนส์โฟกัสของเครื่องฉายภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นได้ทำการทดสอบ พบว่าหลังการใช้งานเมื่อเป็นขยะที่ทิ้งปนในสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ ด้วยจุลินทรีย์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และจากการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ จะขับถ่ายออกมาเป็น Co2 และน้ำ ที่พืชนำกลับไปใช้เป็นอาหารในการสังเคราะห์แสงด้วย จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการย่อยสลายไม่ได้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด ์สู่สภาวะสิ่งแวดล้อมเลย นอกจากนี้หากมีการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพมากยิ่งขึ้น ยังจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ปลูกพืชอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ใครจะคิดว่า พืชจำพวก อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด จะกลายสภาพมาเป็นพลาสติกได้ ที่สำคัญพลาสติกที่ผลิตได้ จากพืชเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จครั้งนี้จึงนับได้ว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แบบยั่งยืนให้กับประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=316&amp;contentID=79915&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-7196774879189275753?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/7196774879189275753/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/07/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7196774879189275753'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7196774879189275753'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/07/blog-post_23.html' title='ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-9117627425153624233</id><published>2010-07-21T08:27:00.000-07:00</published><updated>2010-07-21T08:28:56.331-07:00</updated><title type='text'>เปลี่ยนความหวานเป็นพลังงานชีวมวล</title><content type='html'>เสร็จสิ้นไปแล้วในเฟสแรกสำหรับภารกิจการแก้ไขปัญหาลำไยค้างสต๊อก ตั้งแต่ปี 2546-2547 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รับอาสานำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการแปรสภาพลำไยค้างสต๊อก กว่า 46,000 ตัน ให้กลายมาเป็น  “เชื้อเพลิงชีวมวล” สร้างรายได้คืนกลับเข้ารัฐ แทนที่จะเสียแต่ค่าทำลายและสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า ขณะนี้การดำเนินงานในเฟสแรกคือ บดลำไยหน้าโกดัง 60 แห่ง ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ เรียบร้อยแล้ว และจะนำไปอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล คาดว่าสามารถนำออกจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในปลายปีนี้ ซึ่งจะเป็นเงินรายได้คืนสู่ภาครัฐไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท  ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการนี้นอกจากจะแปรสภาพลำไยค้างสต๊อกที่เน่าเสียให้มาเป็นเชื้อเพลิงและ ทำให้รัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังเพื่อจัดเก็บแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อลำไยในต่างประเทศว่าจะ ไม่มีการปลอมปนลำไยค้างสต๊อก ช่วยทำให้ราคาลำไยที่ส่งออกสูงขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;และความสำเร็จที่ได้มานี้... ปฏิเสธไม่ได้กับความสำคัญของเทคโนโลยีที่นำมาใช้แก้ไขปัญหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.รังสรรค์  ทองทา อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี  สุรนารี (มทส.) บอกว่าได้รับมอบหมายจาก กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ร่วมมือกับสมาคมเครื่องจักรกลไทย พัฒนาเครื่องจักรเพื่อดำเนินการรีไซเคิลลำไยอย่างบูรณาการทั้งด้านวิชาการ และวิศวกรรมศาสตร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเทคโนโลยีหลักที่ใช้ก็คือ เครื่องบดย่อยหน้าโกดัง และเครื่องอัดแท่งชีวมวลที่เป็นการพัฒนาต่อยอดเครื่องจักรในโครงการวิศวกรรม ย้อนรอย&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีการนำเทค โนโลยีมาใช้ในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจนับจำนวนและปริมาณลำไยจากโกดังด้วยเทคโนโลยีอาร์เอฟไอ ดี ซึ่งมีการขนกล่องใส่รถเข็นผ่านระบบเครื่องชั่ง มาตรฐานพร้อมให้คนงานแตะบัตรที่เป็นของตัวเอง ทำให้ข้อมูลทั้งจำนวนกล่องและน้ำหนักลำไยถูกส่งผ่านคอมพิวเตอร์ มีการพิมพ์รายละเอียดลงบนกระดาษคาร์บอนเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปเก็บยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยระบบส่ง ผ่านข้อมูลผ่านดาวเทียม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูการทำงานผ่านเว็บไซต์ติดตามผลได้ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน มีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดไร้สายครอบคลุมพื้นที่การทำงานทั้งหมด บันทึกตลอดระยะเวลาการทำงาน และใช้ระบบจีพีเอส แทร็คกิ้งติดตามรถขนส่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับการดำเนินงานในเฟสสอง  ดร.รังสรรค์ บอกว่า จะเป็นขั้นตอนของการพัฒนาเป็นชีวมวล ซึ่งมีการลำเลียงลำไยที่บดย่อยแล้วไปสถานที่ผลิต 2 จุดใหญ่ คือ ที่จังหวัดลำพูน ซึ่งสมาคมเครื่องจักรกลไทยเป็นผู้ดำเนินการ และที่จังหวัดสระบุรี มทส.เป็นผู้ดำเนินการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเครื่องอัดแท่งชีวมวลจะทำการอัดแท่งลำไยที่บดแล้วขึ้นรูปเป็นพิวเล็ต (pillet) หรือเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ พร้อมใช้ในอุตสาหกรรมและโรงอบลำไยต่าง ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งในส่วนของ มทส.ที่สระบุรี ได้ตกลงจำหน่ายเชื้อเพลิงดังกล่าวกับภาคอุตสาหกรรมคือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะนำไปใช้ที่โรงงานแก่งคอยและท่าหลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=478&amp;contentID=79378&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-9117627425153624233?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/9117627425153624233/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/9117627425153624233'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/9117627425153624233'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='เปลี่ยนความหวานเป็นพลังงานชีวมวล'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-343002651311090895</id><published>2010-04-27T07:07:00.000-07:00</published><updated>2010-04-27T07:09:07.144-07:00</updated><title type='text'>ปั่นไฟได้กำลัง 10 วัตต์ รับประทานอาหารฟรี 1 มื้อ</title><content type='html'>โรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศเดนมาร์กอาสานำร่องกับแผนการใช้เครื่องปั่นไฟด้วย แรงปั่น หวังให้ประเทศอื่น ๆ นำไปใช้เป็นแบบอย่างเพื่อเรียกลูกค้า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เดอะ คราวน์ พลาซ่า โคเปนเฮเกน ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองหลวงของเดนมาร์ก ก็แค่เดิน 15 นาทีเท่านั้น และห่างจากสนามบิน 5 นาทีเท่านั้นก็ถึง ดังนั้นทำเลถือว่าได้เปรียบอย่างมาก โรงแรมแห่งนี้มีเครื่องปั่นไฟ 2 เครื่อง ซึ่งต้องใช้แรงปั่นเหมือนกับจักรยานออกกำลังกาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แขกที่มาพักจะได้รับการเชิญชวนให้ลองปั่นดู หากใครปั่นแล้วได้พลังงานไฟฟ้าเพียงพอกับเขาต้องการ ก็จะแถมอาหารให้ 1 มื้อฟรี จะเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน มิ.ย. พวกแขกที่มาพักก็จะต้องแข่งกันใช้บริการตรงนี้ นอกเหนือไปจากระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ ของโรงแรม ซึ่งมีห้องพักทั้งหมด 366 ห้อง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ใครก็ตามที่สามารถปั่นไฟได้กำลัง 10 วัตต์ ก็จะได้รับบัตรสมนาคุณรับประทานอาหารฟรี 1 มื้อ ไม่เพียงแต่จะได้ออกกำลังกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อน ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญประหยัดเงินได้อีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โฆษกของโรงแรมย้ำว่า อาหารฟรี 1 มื้อนั้น เฉพาะแขกที่มาพักเท่านั้น พวกขาจรหมดสิทธิ สำหรับอาหารฟรีนั้นแขกสามารถเลือกได้เลยว่า จะรับที่ห้องอาหาร  ของโรงแรมหรือห้องล็อบบี้ มูลค่านั้นอยู่ที่ 240 โครน ( 44 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ตกประมาณ 1,430 บาท)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryID=48&amp;contentID=61810&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-343002651311090895?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/343002651311090895/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/10-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/343002651311090895'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/343002651311090895'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/10-1.html' title='ปั่นไฟได้กำลัง 10 วัตต์ รับประทานอาหารฟรี 1 มื้อ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-7855123354197536757</id><published>2010-04-27T06:49:00.000-07:00</published><updated>2010-04-27T06:52:56.264-07:00</updated><title type='text'>อินโดนีเซียเริ่มใช้พลังงานจากภูเขาไฟ</title><content type='html'>อินโดนีเซียได้เริ่มแผนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นั่นคือนำเอาพลัง มากมายมหาศาลจากภูเขาไฟจำนวนมากของตนมาใช้ประโยชน์ และเป็นผู้นำโลกในด้านภพลังงานความร้อนใต้พิพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนไปพร้อม ๆ กันด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หมู่เกาะที่เรียงรายด้วยเกาะถึง 17,000 เกาะ ทอดยาวจากมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทรแปซิฟิก มีภูเขาไฟอยู่หลายร้อยลูก ประมาณกันว่าจะมีพลังงานความร้อนใต้พิภพคิดเป็นร้อยละ 40 ของพลังงานดังกล่าวทั่วโลก แต่จนถึงขณะนี้มีการปลดปล่อยมาเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอิเหนาจึงพยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากนักลงทุนเอกชน ธนาคารโลกและหุ้นส่วนอย่างญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำพลังงานที่ซ่อนอยู่ใต้ดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สุรยา ดาร์มา ประธานสมาคมพลังงานความร้อนฯของอินโดนีเซียเผยว่า เป้าหมายของรัฐบาลที่จะเพิ่มศักยภาพด้านพลังงานฯอีก 4,000 เมกะวัตต์ จากที่มีอยู่เดิม 1,189 เมกะวัตต์ ภายใน ปี 2557 “ถือเป็นเรื่องท้าทาย” อุปสรรค สำคัญอันดับแรกคือค่าใช้จ่าย ปัจจุบันอินโดนีเซียพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินสกปรกในการเผา โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนฯมีราคาแพงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 เท่า และอาจใช้เวลาอีกหลายปีในการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ใช้งานได้ และการจะเพิ่มอีก 4,000 เมกะวัตต์ต้องลงทุนอีก 12,000 ล้านดอลลาร์ฯ ดาร์มา กล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แต่ทันทีที่สร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนฯแบบเดียวกับที่คาโมจัง ชวา เมื่อปี 2525 สามารถเปลี่ยนความร้อนจากภูเขาไฟที่ไม่มีวันหมด ให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองโสหุ้ยน้อยกว่า และมีมลพิษน้อยกว่าถ่านหิน และนี่ถือเป็นจุดเด่นที่รัฐบาลหวังจะเอาไปขายในการประชุมนาน 6 วัน ว่าด้วยพลังงานความร้อนฯโลกครั้งที่ 4 ซึ่งเริ่มไปแล้วที่เกาะบาหลีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หากจะมีประเทศใดในโลกนี้ ที่พลังงานความร้อนฯเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลที่สุด ก็อินโดนีเซียนี่แหละ แต่แม้จะได้เปรียบทางธรรมชาติ อินโดนีเซียยังคงล้าหลังสหรัฐและฟิลิปปินส์ด้านการผลิตพลังงานความร้อนฯ ประเทศใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก สุดเป็นอันดับสามของโลกใช้ประโยชน์ แหล่งพลังงานความร้อนฯเพียงแค่ 7 แห่ง เท่านั้น จากจำนวนมากกว่า 250 แห่ง ที่สามารถพัฒนาได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เหตุผลที่จะหันมาใช้พลังงานความร้อนฯเพิ่มมากขึ้นพร้อม ๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของอินโดนีเซีย และสอดคล้องกับความเสื่อมทรุดของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หมู่เกาะพร้อมประชากร 234 ล้านคนแห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดของกลุ่มจี-20 แต่ปัจจุบันชาวอิเหนาเพียง 65 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่เข้าถึงไฟฟ้า เป้าหมายคือจะต้องให้ถึงประชากร 90 เปอร์เซ็นต์ภายในปลายทศวรรษนี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;คำมั่นของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโฮโยโน ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีก 25 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563 ยิ่งกระตุ้นให้มีการผลักดัน  พลังงานความร้อนใต้พิภพมากยิ่งขึ้น การเจรจาโครงการ 340 เมกะวัตต์บนเกาะสุมาตราเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โครงการซารุลลาจะเป็นโครงการโรงงาน พลังงานความร้อนฯใหญ่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย ต่อจากโรงไฟฟ้า  วายัง วินดู ในชวาตะวันตก.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryID=31&amp;contentID=62086&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-7855123354197536757?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/7855123354197536757/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_27.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7855123354197536757'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7855123354197536757'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_27.html' title='อินโดนีเซียเริ่มใช้พลังงานจากภูเขาไฟ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-7796977222951014192</id><published>2010-04-22T08:07:00.000-07:00</published><updated>2010-04-22T08:13:17.756-07:00</updated><title type='text'>โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากน้ำ</title><content type='html'>นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ลงนามในสัญญาความร่วมมือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ กับชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ เป็นโครงการนำร่อง ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากน้ำที่เหลือจากกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้เป็นการสนับสนุนนโยบายการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โดยโครงการนี้ จะใช้พื้นที่ของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน กระบี่ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ 1 ใน อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ มีเนื้อที่ 3.5 แสนไร่ ทำการผลิตก๊าซชีวภาพ และผลิตไฟฟ้า ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนกว่า 95 ล้านบาท มีอายุโครงการ 15 ปี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ในปี 2553 นี้ ทั้งนี้หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะสร้างประโยชน์หลายประการ อาทิ ลดการนำเข้าปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบจากปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก ที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน และช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนในการจ้างงาน เป็นต้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์ม น้ำมันกระบี่ จำกัด นั้นได้จดทะเบียน สหกรณ์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 ทุนจดทะเบียน 60,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ โครงการก่อสร้าง โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ วงเงิน 270 ล้านบาท ตามแผนโครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 และคณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 โดยได้รับอนุมัติเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรจำนวน 270 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ขนาดกำลังการผลิต 45 ตันทะลายต่อชั่วโมง สิ้นสุดโครงการก่อสร้างวันที่ 11 มีนาคม 2547 และได้เปิดดำเนินการรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันจากสหกรณ์สมาชิกเมื่อเดือน มีนาคม 2547 เป็นต้นมาจวบจน  ทุกวันนี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จังหวัดกระบี่มีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 8 แสนไร่ ให้ผลผลิตปีละ 2 ล้านตัน   โดยที่มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 18 โรง มีน้ำเสียวันละ 7,200 ลูกบาศก์เมตร และเพื่อเป็นการลดมลพิษซึ่งจะมี ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม จึงได้มีการนำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพเพื่อผลิตกระแส ไฟฟ้า นำมาใช้ในโรงงาน และที่เหลือ ขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสามารถลดกลิ่นเหม็นลดความสกปรกของน้ำเสียได้มากกว่า 90% อีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;พร้อมกันนี้ทางจังหวัดกระบี่ ยังได้จัดทำโครงการกระบี่เมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพขึ้น เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพซึ่งส่งผลให้ เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มจากการสกัดลดลง ล่าสุดได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขึ้น โดยมีผู้เข้าสัมมนาจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม  ผู้แทนลานเท และผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม จากทั้ง 8 อำเภอ ร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันจากการ สกัดไม่น้อยกว่า 18% และร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจรต่อไป.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=344&amp;contentID=61162&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-7796977222951014192?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/7796977222951014192/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7796977222951014192'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/7796977222951014192'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_22.html' title='โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากน้ำ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2284500246695510934</id><published>2010-04-20T06:45:00.000-07:00</published><updated>2010-04-20T06:46:11.215-07:00</updated><title type='text'>โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์</title><content type='html'>บ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนหนึ่งในจังหวัดเชียง ใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ประชากรในพื้นที่เป็นชนพื้นเมือง และชนเผ่าต่าง ๆ เช่น เผ่าลีซอ ลาหู่ และไตใหญ่ จำนวนมากกว่า 347 หลังคาเรือน ชุมชนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสร้างระบบก๊าซชีวภาพ เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากกลิ่นของมูลสุกรจำนวนมาก ซึ่งปล่อยก๊าซมีเทน และคาร์ บอนไดออกไซด์ เป็นแก๊สเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนในปัจจุบัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม จากมูลหมูไร้ค่า แถมยังส่งกลิ่นให้ในชุมชน ได้ถูกแปรสภาพมาเป็นพลังงานก๊าซชีวภาพ สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อแก๊สหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือนเดือนละหลายร้อยบาท เลยทีเดียว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายสมศักดิ์ ปวงลังกา ผู้ใหญ่บ้านแม่อ้อใน และยัง เป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุกรเกือบพันตัว เปิดเผยว่า การเลี้ยงสุกร แม้มีรายได้งดงาม แต่ต้องอดทนต่อเสียงต่อว่าของชาวบ้าน เพราะมูลของสุกรส่งกลิ่นรบกวน รวมทั้งยังมีกองทัพแมลงวัน ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ ชาวบ้าน 150 ครัวเรือน ได้เข้าร้องเรียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ย้ายฟาร์มหมูออกจากพื้นที่ จึงหาทางออกอยู่นาน ในที่สุดเมื่อได้เดินทางไปร่วมงานสัมมนากับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2550 และทราบว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้ให้เงินทุนสนับสนุนเงินลงทุนสร้างบ่อก๊าซชีวภาพเพื่อบำบัดน้ำเสีย และผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งนับเป็นโอกาสดี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ผู้ใหญ่บ้านแม่อ้อใน เปิดเผยอีกว่า ต่อมาจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์” กับทางสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้ รับการสนับสนุนงบประมาณในการสร้างระบบก๊าซชีวภาพ จากทางโครงการฯ จำนวน 241,250 บาท และงบประมาณที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 841,250 บาท ในการสร้างระบบก๊าซชีวภาพขนาดกลาง 250 ลูกบาศก์เมตร&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ซึ่งทำให้ฟาร์มสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณ 70-100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และได้นำมาใช้เป็นก๊าซหุงต้มให้ชาวบ้านได้ใช้กันอย่างถ้วนหน้า รวมจำนวนมากกว่า 100 ครัวเรือน นอกจากนั้น ยังได้นำไปให้ทางวัด และโรงเรียนในหมู่บ้านใช้ด้วย ผลที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าก๊าซหุงต้มได้มาก จากเดิมที่แต่ละครัวเรือนเคยซื้อก๊าซหุงต้มใช้เฉลี่ย 160 บาทต่อเดือน แต่หลังจากใช้ก๊าซชีวภาพจากทางฟาร์มทดแทนก๊าซหุงต้ม หลังโครงการประสบผลสำเร็จในฐานะเจ้าของฟาร์มเรียกเก็บค่าบริการ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านเพียงแค่เดือนละ 50 บาทต่อเดือน ทำให้ชาวบ้านสามารถประหยัดเงินค่าก๊าซหุงต้มได้ครัวเรือนละ 110 บาทต่อเดือนเท่านั้น รวมแต่ละครัวเรือนประหยัดเงินเฉลี่ยได้มากถึง 1,320 บาทต่อปี ที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาการตัดไม้เพื่อนำมาเป็นไม้ฟืนหรือถ่านเพื่อใช้เป็น เชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วย เพราะชุมชนแต่ก่อนต้องเข้าป่าเพื่อตัดไม้มาทำฟืนหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลัว” ใช้หุงหาอาหารในการดำรงชีวิตประจำวันพอตนผลิตก๊าซชีวภาพนี้ขึ้นมา ชาวบ้านก็เลิกเข้าไปตัดไม้ในป่า และหันมาเข้าร่วมโครงการทุกหลังคาเรือน ปัญหาการทำลายป่าก็หมดไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ทุกวันนี้ภูมิใจที่ได้ช่วยให้ชุมชนได้มีแหล่งพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนใช้ ที่สำคัญระบบก๊าซชีวภาพที่สร้างขึ้น ยังช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเกิดจากปัญหากลิ่นเหม็นได้เป็นอย่างดี ส่งผลที่ดีต่อสภาพแวดล้อม ที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“จากมูลสุกรไร้ค่าส่งกลิ่นเหม็นเป็นที่รังเกียจของทุกคนกลายมาเป็นก๊าซ ชีวภาพนำมาใช้ประโยชน์ได้ในการหุงต้มเป็นพลังทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานที่ ต้องซื้อมาใช้ในราคาแพง โครงการนี้สร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชา ชนในชุมชนที่ต้องทนเหม็นกลิ่นขี้หมูทุกวัน ช่วยประหยัดเงินใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว ลดปัญหาโลกร้อน แก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โครงการดี ๆ อย่างนี้ควรได้รับการสนับสนุนและนำไปใช้ในอีกหลายชุมชนของประเทศไทยครับ” นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=420&amp;contentID=60766&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2284500246695510934?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2284500246695510934/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_9370.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2284500246695510934'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2284500246695510934'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_9370.html' title='โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-5279764630298366771</id><published>2010-04-20T05:49:00.000-07:00</published><updated>2010-04-20T05:55:07.013-07:00</updated><title type='text'>โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำ</title><content type='html'>ภาวะโลกร้อน เป็นประเด็นปัญหาที่ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเป็นพิเศษ และต่างมีความพยายามในการลดใช้พลังงาน ตลอดจนเสาะแสวงหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานจากธรรมชาติที่นับวันก็จะลดน้อยลงและอาจจะหมดไปได้ ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า นอกจาก นี้ของเสียจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมก็นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนมากยิ่งขึ้นหากปราศจากการจัดการที่ดี และปล่อยให้ของเสียเหล่านี้ย่อยสลายในพื้นที่เปิด จะทำให้ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญอย่างก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แน่นอนว่าเราไม่อาจมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ด้วยตาเปล่า แต่สิ่งที่สามารถสัมผัสได้ถึงผลกระทบอย่างชัดเจน คงหนีไม่พ้น น้ำเสีย กลิ่นเหม็นและแมลง ซึ่งเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมชุมชน ที่ไม่อาจมองข้ามได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วันก่อนไปดูงานด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ซีพีเอฟ มีนบุรีที่มีโครงการ “ผลิตก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำ”&lt;/span&gt; เพื่อให้เป็นโรงงานเป็นมิตรกับชุมชนอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;โครงการนี้ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศชนิดปิดคลุมเพื่อลดการกระจาย ของกลิ่นและสามารถผลิตเป็นก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายน้ำเสียได้ สูงสุดถึง 6,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยมีแผนจะนำก๊าซชีวภาพดังกล่าวไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำในโรงงานภาย ในปีนี้ ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึงปีละ 6.6 ล้านบาท &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ศุภชัย อังศุภากร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส กล่าวว่า ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน โรงงานมีนบุรีแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนมาก เรียกว่า กว่าจะเข้าเมืองในแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลามาก ช่วงเวลาเพียง ไม่กี่ปีมานี้แม้ว่าโรงงานแห่งนี้ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความเจริญที่เริ่มขยายรุกคืบเข้ามาใกล้โรงงาน สิ่งที่ตามมาก็คือ วันนี้ชุมชนกำลังโอบล้อม ทำให้ต้องกลับมาคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนรอบ ๆ ข้างได้ อย่างมีความสุข ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตระหนักเป็นสิ่งแรก เนื่องจากโรงงานนี้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการแปรรูปเนื้อไก่ จึงมี ของเสียจากกระบวนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากไม่มีการจัด การของเสียเหล่านี้ให้ดีก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชุม ชนได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงได้พัฒนาระบบบำบัดมาอย่างต่อ เนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิ ภาพมากที่สุด เป็นที่มาของ “โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ จากระบบบำบัดน้ำ” ที่ไม่เพียงสามารถลดปัญหามลพิษทางกลิ่นรบกวนจากบ่อบำบัดได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยบรรเทาวิกฤติโลกร้อนได้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดพลังงานทดแทนสำหรับใช้ภายในโรงงาน  ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่โรงงาน ได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญโครงการนี้นับเป็น ครั้งแรกที่มีขึ้นในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“โครงการนี้เป็นต้นแบบที่จะนำไป ประยุกต์ใช้กับโรงงานอาหารแปรรูปอื่น ๆ ของบริษัทต่อไป โดยก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นนี้   มีส่วนผสมของก๊าซมีเทนประมาณ 60-70% นับเป็นแหล่งพลังงานทดแทนสำคัญ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้แทนเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำ หรือใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าโดยผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและใช้เป็นเชื้อเพลิงในการ ประกอบอาหาร นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นเชื้อเพลิงสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับหลัก CDM : Clean Development Mechanism ที่ช่วยลดปัญหาภาวะเรือนกระจกของโลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แม้ว่าแนวทางบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมจะมีความตื่นตัวในองค์กรทุกระดับจากทั่ว โลก ก่อให้เกิดโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ความสำคัญของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลจริงต่อส่วนรวมนั้น จะต้องอยู่ภายใต้จิตสำนึกที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติ ตลอดจนการสร้างความแข็งแกร่งต่อความคิดอันดีต่อ ส่วนรวม โดยเริ่มจากสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรก่อนแล้วจึงแผ่ขยายสู่สังคมโดยรวม  เช่นนี้...จึงจะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้บังเกิดผลลัพธ์ได้จริงอย่างยั่งยืน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=346&amp;contentID=60740&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-5279764630298366771?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/5279764630298366771/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5279764630298366771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5279764630298366771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_20.html' title='โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-606367595421746668</id><published>2010-04-19T08:08:00.000-07:00</published><updated>2010-04-19T08:12:16.361-07:00</updated><title type='text'>ขี้ไก่เป็นพลังงานไฟฟ้า</title><content type='html'>การบำบัดของเสีย ด้วยระบบไบโอแก๊ส เป็นทางออกที่ผู้ประกอบการเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่เลือกใช้ใน ปัจจุบัน ที่นอกจากจะสามารถแก้ปัญหากลิ่นเหม็นและลดสัตว์พาหะอย่างแมลงวัน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้แล้ว ยังมีผลพลอยได้ด้วยการนำแก๊สชีวภาพไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มได้ ทั้งระบบอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ "ทองใบฟาร์ม" ตั้งอยู่เลขที่ 2/2 หมู่ 3 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จึงเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จของภาคปศุสัตว์ที่ให้ความสำคัญต่อการผลิต สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยไปกว่าการใส่ใจในการผลิตไข่ไก่ให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อผู้บริโภค ภายใต้การบริหารงานของเกษตรกรผู้มองการณ์ไกลอย่าง เสาวลักษณ์ เหลืองเรณู ที่เห็นว่าการจะประสบความสำเร็จในโลกปศุสัตว์นี้ได้อย่างยั่งยืน นอกจากระบบการเลี้ยงที่มีมาตรฐานและทันสมัยแล้ว การบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือกรีนฟาร์ม ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  แม้จะรู้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง แต่เธอกลับมองผ่านอุปสรรคนี้ไป เพราะเห็นถึงความสำเร็จจากผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นจากการลงทุนครั้งนี้ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาปรับใช้ที่ ทองใบฟาร์ม ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อยของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยมีบริษัทให้การสนับสนุนด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีวิชาการที่เหมาะสมสู่ เกษตรกร เพื่อผลักดันให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;ฟาร์มไก่ไข่ ขนาด 6.2 หมื่นตัวแห่งนี้ เลือกใช้ระบบการเลี้ยงแบบอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับบริษัท โดยเลี้ยงไก่ในระบบปิด ปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแว้ป (Evaporative Cooling System) ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม แม่ไก่จึงอยู่สบาย ไม่เครียด สุขภาพแข็งแรง ส่งผลให้มีผลผลิตไข่ไก่ที่ดี นอกจากนั้น ยังใช้ระบบการให้อาหารและการเก็บไข่อัตโนมัติ  และการกวาดมูลไก่โดยใช้ระบบสายพาน โดยเน้นเรื่องสุขอนามัยของสัตว์และความสะอาดโรงเรือนเป็นหลัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “ยอมรับว่าการลงทุนทำระบบการเลี้ยงทันสมัยใช้เงินค่อนข้างสูง แต่เรามองว่าสิ่งที่จะได้มาหลังจากนั้นมันคุ้มเกินคุ้ม การพัฒนาระบบการเลี้ยงที่มีมาตรฐานอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องคำนึงว่าอาชีพของเราต้องไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน เราจึงนำระบบไบโอแก๊สมาใช้ในฟาร์ม เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนแล้ว ยังมีผลพลอยได้คือแก๊สชีวภาพนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย" เสาวลักษณ์เผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เสาวลักษณ์เผยอีกว่า ระบบไบโอแก๊สของทองใบฟาร์ม เป็นแบบปลั๊กโฟลว์ (plug flow) ขนาด 1,000  คิว โดยของเสียจากการเลี้ยงไก่ทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเข้าไปยังระบบบำบัด และจะเกิดการหมักขึ้นในบ่อแก๊สชีวภาพ เมื่อการหมักสมบูรณ์จะได้แก๊สชีวภาพ ที่นำไปผ่านเครื่องปั่นไฟ (generator) ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในฟาร์ม ทำให้สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าจากเดิมที่ต้องจ่ายเดือนละกว่า 6 หมื่นบาท เหลือเพียง 1.5-1.6 หมื่นบาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังต่อยอดความคิดที่เริ่มต้นจากความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากมูลไก่ไข่ หลังการบำบัดในระบบไบโอแก๊ส ที่วันนี้กลายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เดือนละมากกว่า 1 แสนบาท&lt;br /&gt;วันนี้มูลไก่ที่เคยไร้ค่าและถูกมอง ว่าเป็นปัญหาต่อสังคม ได้กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าจนแทบจะเรียกว่าของเสียไม่ได้อีกแล้ว เพราะได้ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้า ที่นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานและช่วยลดมลภาวะแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20100415/55668/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-606367595421746668?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/606367595421746668/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/606367595421746668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/606367595421746668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post_19.html' title='ขี้ไก่เป็นพลังงานไฟฟ้า'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1374996192526732912</id><published>2010-04-16T02:25:00.000-07:00</published><updated>2010-04-16T02:27:30.158-07:00</updated><title type='text'>จักรยานไฟฟ้าแอลเอฝีมือคนไทย</title><content type='html'>ปัจจุบันประชากรโลกกำลังตื่นตัวต่อสภาวะโลกร้อนอันสืบเนื่องมาจากการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ก่อให้เกิดปรากฏ การณ์ธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างรุนแรง หลายประเทศรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคขนส่งและคมนาคมโดยหันมาใช้พลังงานทดแทนในรูป ของพลังงานไฟฟ้า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;รถจักรยานไฟฟ้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายประกิต เลิศเยาวฤทธิ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทแอลเอ อี-ไร้ด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอลเอฯ รับจ้างผลิตสกูตเตอร์และจักรยานไฟฟ้าให้ประเทศสหรัฐอเมริกามานาน 10 ปี โดยแอลเอฯ จะรับทำฮาร์ดแวร์ทั้งหมด แต่ระบบไฟฟ้า  ซึ่งเป็นสมองกลควบคุมการทำงานและแบตเตอรี่นั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ กระทั่ง 5 ปี ให้หลังมานี้พบว่าผู้บริโภคในต่างประเทศให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์พลังงาน มากขึ้น และยังมีความพยายามนำพลังงานไฟฟ้าเข้ามาทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมี แนวโน้มว่าราคาจะแพงขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สกูตเตอร์และรถจักรยานไฟฟ้า จึงเป็นพาหนะอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังอยู่  ในกระแสความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบยุโรปกลาง ฮอล แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ซึ่งถือเป็นตลาดหลักและมีกำลังซื้อ ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวไปตามกระแส ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงได้จริง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จักรยานแอลเอ จึงเข้ารับความช่วยเหลือจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม ไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้านเงินทุนและได้เชิญดร.นิสัย เฟื่องเวโรจน์สกุล อาจารย์คณะบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มาให้ความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโครงการ “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะของจักรยาน และสกูตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาและทดสอบเพื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ สมรรถนะของรถจักรยานและสกูตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม -ไอออน เนื่องจากแบตเตอรี่จะคงทน ปลอดภัย สามารถใช้งานได้นานนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วัสดุในการประกอบแบตเตอรี่ รวมถึงสภาวะการทำงานของแบตเตอรี่ในขณะขับขี่ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำไปเป็นข้อมูลในการปรับปรุงออกแบบการทำงานของจักรยาน ไฟฟ้า ให้ได้สมรรถนะที่เหมาะสมกับการ  ใช้งาน สภาพภูมิอากาศและสอดคล้องกับมาตรฐานของแต่ละประเทศ ซึ่งขณะนี้โครงการได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จุดเด่นของรถจักรยานไฟฟ้าและสกูตเตอร์ คือ ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และยังมีระยะการขับขี่ต่อการอัดประจุหนึ่งรอบไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร โดยไม่ปล่อยไอเสียหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รถจักรยานไฟฟ้าถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง เพราะสามารถใช้แรงคนปั่นหรือใช้พลังงานไฟฟ้าทำให้รถจักรยานขับเคลื่อนได้ตาม ต้องการ&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;ดร.นิสัย เฟื่องเวโรจน์สกุล กล่าวว่า ได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพและการดูแลรักษาแบตเตอรี่ ตะกั่วกรดและลิเธียม-ไอออน พบว่า บริษัทแอลเอฯ ได้สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งหมด เมื่อนำมาเก็บรักษาไว้นานทำให้เสื่อมสภาพหรือหมดอายุไปโดยที่เราเองไม่ทราบ หากไม่มีการตรวจสอบก่อนนำไปประกอบเป็นรถจักรยานไฟฟ้า ปัญหาของแบตเตอรี่นำเข้าจากต่างประเทศรวมถึงชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตรถ จักรยานไฟฟ้าทั้งหมดส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ไขดัดแปลงอุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์ทางบริษัทไม่สามารถกระทำได้เพราะติดเงื่อนไขลิขสิทธิ์ และความยุ่งยากในการประสานงาน &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จึงเห็นว่าคอนโทรล เลอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ เป็นหัวใจและสมองควบคุมการทำงานของจักรยานไฟฟ้าทั้งหมด คุณภาพของจักรยานไฟฟ้าขึ้นอยู่กับความสามารถของคอนโทรลเลอร์ในการควบคุมการ ทำงานของมอเตอร์ให้มีสมรรถนะตามความต้องการของผู้ใช้และสามารถควบคุมกระแส ไฟฟ้าให้ไหลเข้า-ออกในแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จึงดำเนินโครงการพัฒนาคอนโทรล เลอร์ขึ้นมาเอง ขณะนี้เครื่องต้นแบบกำลังถูกทดสอบสมรรถนะการทำงาน ก่อนเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับรถจักรยานไฟฟ้าสำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=316&amp;contentID=59928&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1374996192526732912?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1374996192526732912/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1374996192526732912'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1374996192526732912'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='จักรยานไฟฟ้าแอลเอฝีมือคนไทย'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2862506065879268330</id><published>2010-03-13T04:54:00.000-08:00</published><updated>2010-03-13T04:59:51.897-08:00</updated><title type='text'>ต้นข้าวโพดและมันสำปะหลัง ผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ต้นข้าวโพดและมันสำปะหลัง ผลิตเป็นก๊าซชีวภาพสำเร็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน (สวพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตร โดยทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จากผลิตผลทางการเกษตร คือ มันสำปะหลัง และต้นข้าวโพด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ซึ่งเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพและมีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย ภายในประเทศ โดยใช้เทคนิคการหมักย่อยแบบไร้อากาศหรือไม่มีออกซิเจน ซึ่งผลที่ได้ก๊าซชีวภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทนถึงประมาณ 60-70% สามารถ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น พลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วยจะเห็นได้ว่า การนำผลผลิตทางการเกษตรมาผลิตก๊าซชีวภาพนี้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดปัญหาราคาผันผวนของมันสำปะหลังและข้าวโพดผันลงด้วย    &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายชยานนท์ สวัสดีนฤนาท หนึ่งในนักวิจัยผู้ดูแลโครงการการผลิตก๊าซชีวภาพจากผลิตผลทางการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน (สวพ.) มหาวิทยาลัยเชียง ใหม่ เปิดเผยว่า เริ่มต้นทำงานวิจัยด้านก๊าซชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2552 โดยการหาศักยภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพของมันสำปะหลังและต้นข้าวโพดพบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ใช้ในการทดลองปริมาณ 1 ตัน จะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงสุดประมาณ 300   ลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 420 หน่วย หรือทดแทนน้ำมันเตาได้ประมาณ 165 ลิตร หรือทดแทนก๊าซแอลพีจี ได้ประมาณ 138  กิโลกรัม ในขณะที่ต้นข้าวโพดสดพันธุ์ 271 และพันธุ์ CP ที่ใช้ในการทดลองปริมาณ 1 ตันจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงสุดประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 70 หน่วย หรือทดแทนน้ำมันเตาได้ 28 ลิตร หรือทดแทนก๊าซแอลพีจี ได้ประมาณ 23 กิโลกรัม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หากคิดเปรียบเทียบจากพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ จะผลิตมันสำปะหลัง ได้ 3.6 ตัน สามารถนำไปผลิตก๊าซชีวภาพได้ 1,080 ลูกบาศก์เมตร และหากใช้พื้นที่ 1 ไร่ ในการปลูกข้าวโพด หลังจากเก็บ เกี่ยวผลผลิตจะได้ต้นข้าวโพดสด 2 ตัน  สามารถนำไปผลิตก๊าซชีวภาพได้ 100 ลูกบาศก์เมตร&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขณะนี้โครงการอยู่ในช่วงทดลองระบบต้นแบบ ซึ่งคาดว่า ระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากผลิตผลทางการเกษตรจะเริ่มใช้ได้ราวกลางปี 2554 และจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลแก่เกษตรกร รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางด้านการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปลงเป็น พลังงานทดแทนที่เหมาะสม เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากร พร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการเผาพื้นที่เพาะปลูกและยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร แถมยังได้ปุ๋ยชีวภาพมาใช้ในการปรับปรุงดินซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกในการ ระบายผลิตผลการเกษตรและที่สำคัญคือเกิดการจ้างงานทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นใน โอกาสต่อไป.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=340&amp;contentID=53677&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2862506065879268330?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2862506065879268330/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2862506065879268330'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2862506065879268330'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='ต้นข้าวโพดและมันสำปะหลัง ผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-874290751951197713</id><published>2010-01-19T07:34:00.000-08:00</published><updated>2010-01-19T07:37:58.036-08:00</updated><title type='text'>ทำแบตเตอรี่มือถือเก่า ให้เป็นของใหม่</title><content type='html'>ผมได้ไปอ่านบทความในเว็บ http://www.rcthai.net/webboard/viewtopic.php?f=21&amp;t=315210&lt;br /&gt;เขาได้บอกวิธีการทำแบตเตอรี่ให้เก็บไฟได้นานขี้น&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่แบตเตอรี่มือถือของท่านเริ่มมีอายุการใช้งานสั้นลงจนสังเกตได้ชัด .... ให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นำแบตเตอรี่ของท่านห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วใส่ไว้ในถุงพลาสติกแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นเป็นเวลา 3 วัน กระดาษหนังสือพิมพ์ จะช่วยดูดความชื้นส่วนเกินให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หลังจากทิ้งแบตเตอรี่ไว้ในตู้เย็นครบสามวันแล้วนำแบตเตอรี่ออกมาทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องอีกสองวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เมื่อทิ้งไว้สองวันแล้ว ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มแล้วนำไปใส่ในมือถือของท่านอีกครั้ง จะสังเกตได้ว่าแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานถึง 80-90% ของแบตเตอรี่ใหม่เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากทราบรายละเอียดมาขึ้นเข้าที่ เว็บ &lt;a href="http://www.rcthai.net/webboard/viewtopic.php?f=21&amp;t=315210"&gt;http://www.rcthai.net/webboard/viewtopic.php?f=21&amp;t=315210&lt;/a&gt; นะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-874290751951197713?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/874290751951197713/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/874290751951197713'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/874290751951197713'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_19.html' title='ทำแบตเตอรี่มือถือเก่า ให้เป็นของใหม่'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3394417354649051541</id><published>2010-01-08T01:03:00.000-08:00</published><updated>2010-01-08T01:04:59.716-08:00</updated><title type='text'>"ม.แอริโซนา" เดินหน้าพัฒนาโซลาร์เซลล์ลงลึกถึงชั้นโมเลกุล</title><content type='html'>ในขณะที่บางความคิดของคนไทยมองว่า ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์นั้นแพงแสนแพง และไม่คุ้มค่ากับการลงทุน (ทั้งๆ ที่บ้านเรามีแดดจัดเกือบทั้งปี) แต่นักวิจัยสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินหน้าพัฒนา “เซลล์แสงอาทิตย์” ต่อไปถึงระดับโมเลกุล ที่สามารถกำหนดตำแหน่งได้ในระดับนาโนเมตร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดิโอ พลาเซนเซีย (Dio Placencia) นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยอาริโซนา (University of Arizona) สหรัฐฯ มีความหลงใหลอย่างยิ่งในพลังงานหมุนเวียน และกำลังมุ่งมั่นอยู่กับการเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่มวิจัยที่จะปฏิวัติเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเขาบอกว่ามีของเสียน้อยที่สุด แต่ทำไมเราถึงไม่ใช้พลังงานสะอาดประเภทนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พลาเซนเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มวิจัย ที่นำโดย ศ.เนียล อาร์ อาร์มสตรอง (Neal R.Armstrong) แห่งมหาวิทยาลัยอาริโซนา ที่มีเป้าหมายพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ ที่ใช้ฟิล์มบางจากสารอินทรีย์ เพื่อให้ได้เซลล์แสงอาทิตย์ที่บาง และยืดหยุ่นจนสามารถให้พลังงานกับเต้นท์ ที่กางในภาคสนามหรือสำหรับชาร์จไฟให้รถยนต์ ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวหรือไปทำงาน แล้วมีพลังงานพอในการขับกลับมาได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ผม มีแผ่น (เซลล์แสงอาทิตย์) บางๆ อยู่แผ่นนึง ซึ่งนำติดตัวไปทุกที่ ปกติผมจะติดไว้กับกระเป๋าสะพาย และก็ชาร์จโทรศัพท์มือถือเวลาที่เดินไปเรียน” ไซน์เดลีระบุคำพูดของพลาเซนเซีย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ขณะนี้ทั้งมหาวิทยาลัยอาริโซนา อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนนโยบายและวิเคราะห์ความคุ้ม ค่าทางเศรษฐกิจ ต่างทำงานเพื่อตอบข้อสงสัยของพลาเซนเซีย ว่าเหตุใดเราจึงไม่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พวกเขากำลังขบปัญหาว่า จะทำให้แสงอาทิตย์เกิดประโยชน์ในระดับเดียวกับโรงไฟฟ้าได้อย่างไร จะควบคุมแสงอาทิตย์เพื่อชาร์จพลังงาน ให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันอย่างโทรศัพท์มือถือ เอ็มพี 3 และโน้ตบุคได้อย่างไร และต้องทำอย่างไร เมื่อไม่ได้รับพลังงานจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน และในวันที่มีเมฆปกคลุมได้อย่างไร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านอาร์มสตรองหัวหน้ากลุ่มวิจัย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านเคมีและทัศนศาสตร์ รวมทั้งยังสอนเคมีให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยอาริโซนา ได้ตัดสินใจว่า สักวันในช่วงใกล้ๆ ปิดเทอมเขาจะต้องสร้างวัสดุที่เข้าใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น และเขายังได้คำถามกับตัวเองว่า เราต้องใช้ถ่านหินไปมากแค่ไหนเพื่อชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งให้พลังงานกับมือถือและไอ-พอดที่เขาได้รับจากลูกสาว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “ผม สงสัยว่า เราต้องเผาถ่านหินไปเท่าไหร่เพื่อชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์พวกนั้นในแต่ละวัน คุณต้องเผาถ่านหินถึง 1 ใน 4 ปอนด์ (ประมาณ 100 กรัม) ต่อการชาร์จแบตเตอรีลิเธียม-ไอออนแต่ละครั้ง และคุณก็ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาครึ่งปอนด์ (ประมาณ 200 กรัม) ต่อการชาร์จแบตเตอรี 1 ก้อนในแต่ละวัน” อาร์มสตรองเผย และครั้งต่อไปเขาจะคำนวณว่าเราเผาถ่านหินไปมากแค่ไหนต่อการ “ทวีต” ผ่านทวิตเตอร์ (twitter) 1 ครั้ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อ 30 ปีในช่วงที่น้ำมันแพงก่อนอาร์มสตรองได้รับมอบหมายให้วิจัยในการเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานความร้อน แต่เมื่อก๊าซธรรมชาติและพลังงานฟอสซิลถูกลง งานวิจัยของเขาก็ถูกเก็บเข้ากรุไปด้วย จนวันนี้เขากลับมาทำวิจัยเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์อีกครั้ง ซึ่งเขาบอกว่าเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “เรารู้ว่าจะนึกภาพโมเลกุลในระดับโมเลกุลได้อย่าง จะวัดพลังงานที่เหลือเชื่อจากฟิล์มบางได้อย่างไร เราได้เรียนรู้ว่าจะสร้างอุปกรณ์เหล่านั้นขึ้นได้อย่างไร เราทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์และในสาขาที่เกี่ยวข้อง เราได้ทำสิ่งอื่นที่น่าสนใจหลายอย่าง และผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมควรนำสิ่งเหล่านั้นกลับมารวมกันอีกครั้งในงานนี้” อาร์มสตรองกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ภายในห้องทำงานของอาร์มสตรอง เขาได้แสดงตัวอย่างผลงานไว้ แก้วขนาด 1 ตารางนิ้วที่เคลือบฟิล์มบางสารอินเดียม (ธาตุโลหะชนิดหนึ่งมีสีเงิน) และดีบุก ซึ่งเป็นสื่อนำออกไซด์โปร่งแสง ดังที่เห็นได้ในเทคโนโลยีจอภาพอย่างจอคอมพิวเตอร์ ด้านบนของกระจกเคลือบเคลือบฟิล์มบางของสีย้อมอินทรีย์ ส่วนชั้นบนสุดเคลือบอิเล็กโทรดอะลูมิเนียม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แนว คิดของอาร์มสตรองคือพัฒนาเซลล์อาทิตย์ที่แผ่นพลาสติก ซึ่งสามารถม้วนและคลื่ออกได้ และมีสายไปสำหรับเสียบเพื่อชาร์จไฟให้กับแบตเตอรีหรือโน้ตบุคได้ โดยความหนาของแผ่นโซลาร์เซลล์อยู่ที่ 400 นาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่าเส้นผม 10 เท่า เมื่อมีแสงอาทิตย์ฉายลงบนไปจะได้กระแสไฟฟ้าออกมา แต่ทีมวิจัยอยากได้เซลล์แสงอาทิตย์ที่หนากว่านี้ หากแต่ความบางของเซลล์แสงอาทิตย์มีผลต่อการนำกระแสไฟฟ้าที่ได้ทั้งหมดออกมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       “หากนึกถึงรูปร่างแบบแซนด์วิช เราก็ผลิตแซนด์วิชที่มีรูปร่างบางเหลือเชื่อ แต่ละชั้นสัมผัสกับอีกชั้นในตำแหน่งการจัดวางองค์ประกอบทางเคมีและในทิศทาง ระดับโมเลกุลและยึดติดกันแน่น หากผมเปลี่ยนแปลงชั้นโมเลกุลซึ่งจัดวางกันที่ความหนาเพียง 1 นาโนเมตรนั้น ผมก็อาจทำให้อุปกร์ณที่ดีเจ๊ง หรือไม่ก็ทำอุปกรณ์ที่ใช้การไม่ได้กลายเป็นอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมได้ ซึ่งการควบคุมที่ความหนาระดับนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการมาก แต่เราก็ยังเข้าใจกลไกนี้ไม่เต็มที่” อาร์มสตรองกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อาร์มสตรองยังนำเสนอเทคโนโลยีที่ดูคล้ายกับน้ำหมึก เป็นน้ำหมึกสีน้ำเงินที่ฉีดลงพื้นผิวของแผ่นฟิล์มบางแล้ว จะทำให้โมเลกุลในระดับนาโนเมตรพร้อมที่จะทำงาน เมื่อนำด้านอิเล็กโทรดไปรับแสงก็จะได้กระแสไฟฟ้าออกมาปริมาณมาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดีไซน์เดลีระบุว่า ขณะนี้มีกล้องจุลทรรศน์เชิงแสงที่ทำให้เห็นภาพระดับโมเลกุลและเผยให้ คุณสมบัติทางไฟฟ้าและการจัดเรียงของตำแหน่งต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยให้ทีมวิจัยเข้าใจในปัญหาข้างต้นได้ ซึ่งเป้าหมายของอาร์มสตรองคือการหาวิธีทำให้โมเลกุลจัดเรียงตัวเองได้ตลอด เวลา ในทิศทางที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากๆ เหมือนกันทหารตัวเล็กที่รักษาระเบียบแถวตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151995&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3394417354649051541?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3394417354649051541/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_7031.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3394417354649051541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3394417354649051541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_7031.html' title='&quot;ม.แอริโซนา&quot; เดินหน้าพัฒนาโซลาร์เซลล์ลงลึกถึงชั้นโมเลกุล'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3119266262919163761</id><published>2010-01-08T00:53:00.000-08:00</published><updated>2010-01-12T06:44:49.834-08:00</updated><title type='text'>พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ</title><content type='html'>แสดงฝีมือในฐานะเป็นศูนย์แห่งชาติ กับ...ผลงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพของแท้ ฝีมือนักวิจัยไทยที่ได้มาตรฐานสากล&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จากปัญหาสภาพแวดล้อม และขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก ทำให้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพกลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจทั่วโลก  รวมถึงประเทศไทย   ที่ปัจจุบันพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพที่มีสมบัติตรงตามมาตรฐานสากลกำหนดนั้น ยังไม่มีการผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือนำเข้าเม็ดพลาสติกที่ผสมเสร็จแล้ว ทำให้ราคาสูงและกลายเป็นข้อจำกัดด้านการใช้งานในประเทศ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ศูนย์เทคโนโลยีโลหะ และวัสดุแห่งชาติหรือเอ็มเทค โดยกลุ่มวิจัยพลาสติกชีวภาพ ห้องปฏิบัติการเคมีโพลิเมอร์ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่มีสมบัติ  ย่อยสลายได้ทางชีวภาพขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดร.ธนาวดี  ลี้จากภัย หัวหน้าทีมนักวิจัยจากเอ็มเทค  บอกว่าเอ็มเทคทำการวิจัยครอบคลุมตั้งแต่    การพัฒนากระบวนการผลิต การทดสอบการใช้งานของวัสดุ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการของเสียที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ซึ่งการพัฒนากระบวนการผลิตได้เลือกใช้แป้งมันสำปะหลังที่มีราคาถูกกว่าและ เป็นพืชที่ปลูกเองในประเทศเป็นวัตถุดิบแทนแป้งข้าวโพดที่ใช้กันอยู่ในการ ผลิตเม็ดพลาสติกย่อยสลายได้ที่นำเข้าอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;พลาสติกชีวภาพที่ได้ มีการปรับปรุงสูตรการผลิตจนสามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายประเภท  ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ถาดใส่อาหาร ช้อนส้อม ที่มีเนื้อเรียบเหนียวไม่แตกต่างจากพลาสติก ทั่วไป แต่สามารถย่อยสลายได้ 100%&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ยืนยันความสามารถในการย่อยสลาย ตามหลักมาตรฐานสากล ไม่ใช่แค่แตกหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อโดนแดดอย่างที่บางคนอาจเข้าใจผิด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แต่ผลงานชิ้นนี้ สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพได้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและมวลชีวภาพ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;และสามารถย่อยสลายได้ในระบบกำจัดขยะอินทรีย์ทั่วไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อย่างเช่น ถุงพลาสติกเพาะชำต้นไม้  สามารถนำไปปลูกลงกระถางได้ทันทีโดยไม่ต้องถอดออก เพราะจะย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติกลายเป็นปุ๋ยของต้นไม้ในเวลาประมาณ 3-6 เดือน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ดร.ธนาวดี บอกอีกว่า โชคดีที่เอ็ม  เทคทำอย่างครบวงจร โดยตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพตามมาตร ฐานสากลขึ้น ซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทดสอบผลงานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพ ไม่ต้องส่งไปทดสอบไกลถึงยุโรป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโน   โลยีให้กับบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ ในประเทศ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;...ซึ่งอนาคตคนไทยจะมีโอกาสร่วมลดโลกร้อนกับการใช้พลาสติกย่อยสลายได้ทาง ชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยีของไทย ลดการนำเข้าแถมยังเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรอีกด้วย !!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=319&amp;contentID=42143&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3119266262919163761?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3119266262919163761/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_08.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3119266262919163761'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3119266262919163761'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post_08.html' title='พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2025325051221160407</id><published>2010-01-06T23:48:00.001-08:00</published><updated>2010-01-06T23:48:37.920-08:00</updated><title type='text'>โทรศัพท์มือถือซึ่งใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์</title><content type='html'>ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พนักงานของบริษัทเอ็น  ทีที โดโคโมะ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ราย ใหญ่ของญี่ปุ่น สาธิตการใช้งานโทรศัพท์มือถือซึ่งใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการชาร์จ แบตเตอรี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=321&amp;contentID=41247&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2025325051221160407?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2025325051221160407/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2025325051221160407'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2025325051221160407'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='โทรศัพท์มือถือซึ่งใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1698106463672705698</id><published>2009-12-31T00:30:00.000-08:00</published><updated>2009-12-31T00:32:06.490-08:00</updated><title type='text'>ลมพลังงานสามารถจัดเก็บเป็นน้ำแข็ง</title><content type='html'>วิธีที่สมบูรณ์แบบของการจัดเก็บไฟฟ้าที่เกิดจากกังหันลมได้รับการหลบหลีกไปจนถึง. ไอเดียเช่น ซุปเปอร์ขนาดแบตเตอรี่, อัดอากาศและเก็บพลังน้ำ ได้ทุก floated. หนึ่งในบริษัทคิดว่าคำตอบอาจจะเป็นแบบง่ายๆเช่นการทำน้ำแข็ง.&lt;br /&gt; Calmac ได้เกิดขึ้นกับระบบจัดเก็บข้อมูลที่เรียกว่า IceBank ที่ใช้พลังงานที่สร้างขึ้นที่เอาคืนสูงสุดเวลาชั่วโมงเพื่อให้น้ำแข็ง. นั่นน้ำแข็งเก็บไว้ใช้สำหรับการระบายความร้อนเพื่อความต้องการสูงในช่วงเวลา กลางวัน. บริษัทอ้างว่าความต้องการไฟฟ้าลดสำหรับเย็นสามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงาน 20-40 เปอร์เซ็นต์. ลดยังหมายถึงการปล่อยให้น้อยลงจากโรงไฟฟ้านั่น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นี้วิธีที่ดีสำหรับการควบคุมแรงลมที่อื่นอาจจะไปเสียในกลางคืนชั่วโมงเวลา. และจะต่ำสวยเทคโนโลยี - ต้องการลิเธียมหรือแร่หายากไม่มีแผ่นดิน - เพียง souped up ทำน้ำแข็ง. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://ecogeek.org/automobiles/3018-ok-residents-can-buy-an-electric-car-for-less-than?utm_source=feedburner&amp;utm_medium=feed&amp;utm_campaign=Feed%3A+EcoGeek+(EcoGeek)&amp;utm_content=Twitter&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1698106463672705698?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1698106463672705698/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1698106463672705698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1698106463672705698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_31.html' title='ลมพลังงานสามารถจัดเก็บเป็นน้ำแข็ง'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-9125434635158592529</id><published>2009-12-19T06:58:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:00:58.611-08:00</updated><title type='text'>ประหยัดพลังงานด้วยบ้านดิน</title><content type='html'>วันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มีเลือกเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานคือการสร้างบ้านด้วยบ้านดินรายละเอี่ยดในหนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;สมัยนี้การจะมีบ้านสักหลังต้องใช้ทุนสูงมาก “บ้านดิน” จึงกลายเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีเงินทุนไม่มาก แต่มีกำลังพอที่จะสร้างบ้านด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;พิชิต ชูมณี หรือ พี่เอ นวัตกรสังคมจากโครงการการศึกษาทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การสนับสนุนของ กฟผ. เป็นอีกหนึ่งคนที่ลงมือลงแรงปลูกบ้านดินขึ้นเอง และยังเปิดบ้านที่ ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสอนและถ่ายทอดวิธีการทำบ้านดินให้กับผู้สนใจอีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ยากและใช้เวลานานที่สุดในการทำบ้านดิน คือการเตรียมอิฐ เริ่มจากการผสมดินกับใยปาล์มซึ่งเป็นเส้นใยที่ยาวและเหนียว ช่วยให้เกาะตัว ยึดประสานกับดินได้ดีกว่าแกลบ และยังทำให้บ้านคงทนกว่าด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แต่ข้อเสียของการใช้ใยปาล์มก็คือจะไม่สามารถใช้เท้าย่ำได้ เพราะใยปาล์มจะมีความคม ถ้าเหยียบลงไปจะทำให้บาดเท้า สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้ผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่า และยังช่วยให้อิฐแข็งแรงคงทนมากกว่าด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หลังผสมดินกับใยปาล์มเสร็จเรียบร้อย ให้เอามาเทลงในบล็อก ขนาด 20x40x7.5 ซม. อิฐที่ได้แต่ละก้อนจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 6 กิโลกรัม นำอิฐมาตากแดด 7 วันก็นำไปใช้งานได้ ส่วนขั้นตอนของการทำฐานรากให้ใช้ปูนกับคอนกรีตหล่อฐาน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การก่ออิฐดิน จะใช้อิฐประมาณ 40 ก้อน ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เสร็จแล้วค่อยทำการเคลือบฉาบสี โดยการนำเอาดินมาบดให้ละเอียด (ถ้าต้องการสีแดงก็ให้ใช้ดินสีแดง ถ้าต้องการสีขาวก็ให้ใช้ดินขาว) มาผสมกับกาวลาเท็กซ์หรือแป้งมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การเคลือบสีตามแนวธรรมชาติแบบนี้ จะทำให้ได้บ้านที่ดูแล้วสวยคลาสสิก ไม่แปลกปลอม กลมกลืนกับธรรมชาติ ดูมีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ข้อดีของบ้านดินก็คือ ต้นทุนในการก่อสร้างต่ำ แต่มีความแข็งแรง ทนต่อแรง กระแทกได้ดีกว่าบ้านปูน เพราะมีความยืดหยุ่นกว่า โดนค้อนทุบไม่แตกกระจาย โดนฝนก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังช่วยปรับสภาพอากาศได้อีกด้วย ถ้าอากาศภายนอกร้อน บ้านดินจะทำให้รู้สึกเย็น ถ้าอากาศภายนอกเย็น บ้านดินก็จะทำให้รู้สึกอบอุ่น นอกจากนี้วัตถุดิบยังสามารถหาได้จากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น สามารถใช้วัสดุทดแทนจากใยปาล์มเป็นหญ้าแฝก หญ้าคา หรือแกลบก็ได้ ช่วยให้ทุกคนได้มีบ้านสวยอยู่ได้ในราคาไม่แพง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ปัญหาของบ้านดินมีน้อยมาก และสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก อาทิ หากมือไม่นิ่ง ไปคุ้ยแคะแกะเกาหรือเอาไม้เอาเหล็กไปขีดข่วน เอามีดไปกรีดผนังบ้าน จะก่อให้เกิดรอยถลอก ทำให้น้ำอาจซึมเข้าไปได้ วิธีแก้คือเคลือบทาสีใหม่ ทาพื้นผิวให้เรียบสนิท จนน้ำกลิ้งลงไป ไม่เกาะติดตามรอยแตก แต่ถ้าเจอกรณีที่มีรูเยอะ แก้ไขด้วยการเอาดินผสมใยปาล์มลงไป แล้วเอาสีทาเคลือบลงไปใหม่ ก็จะได้ความ  แข็งแรงกลับคืนมา สิ่งที่ควรระวังอีกอย่าง   คือฤดูฝนความชื้นเยอะ ถ้าเคลือบบ้านดินไม่ดีพอ อาจเกิดเชื้อราเกาะได้ แก้ไขได้ด้วยการ  เอาผ้าเช็ดเชื้อราออก แล้วเคลือบสีใหม่ตรงที่มีราขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ข้อแนะนำสำหรับวิธีการบำรุงรักษาบ้านดินในพื้นที่ใกล้นาหรือแหล่งเพาะปลูก ที่มีหนูและปลวกอาศัยอยู่จำนวนมาก คือต้องดูแลหนูให้ดี หนูนาชอบบ้านดินเพราะอุณหภูมิเหมาะกับการที่หนูจะขุดรูชั้นล่างเพื่อเข้าไป อยู่ วิธีรับมือที่ดีคือ ช่วงตีคานให้อัดยาฆ่าปลวกลงไป และหมั่นตรวจสอบ ถ้าเราอยู่บ้านทุกวันไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าทิ้งบ้านนาน ๆ เป็นเดือน ปลวก หนูและแมงมุม มักจะชอบเข้ามาอยู่ บ้านดินก็เหมือนบ้านทั่วไปที่ต้องการได้รับการดูแลใส่ใจเฉกเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การก่อสร้างบ้านดินมีราคาต่ำกว่า  การก่อสร้างด้วยปูนซีเมนต์ประมาณเกือบ 3  เท่า อย่างเช่นรีสอร์ทที่ ต.ปกาสัย ที่กำลังก่อสร้างอยู่ มีขนาดพื้นที่หลังละ 12 ตารางเมตร มีห้องน้ำในตัว ราคาก่อสร้างบ้านดินตกหลังละ 7 หมื่นบาท รวมค่าแรงก่อสร้างแล้ว แต่ถ้าเป็นบ้านปูนซีเมนต์ขนาดเท่ากัน จะต้องเสียค่าก่อสร้างประมาณ 2 แสนบาท &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับบ้านตัวอย่างที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อสร้างมาแล้ว  นานกว่า 2 ปี พบว่าแข็งแรง ทนทาน     รับน้ำหนักได้ดี ใช้กระเบื้องหนัก 2 ตัน (2,000 กก.) เหล็กใช้ถึง 2 ตัน รวมหลังคาบ้านดินหลังนี้มีน้ำหนักรวม 4 ตัน (4,000 กก.) จะเห็นได้ว่าบ้านดินสามารถรับน้ำหนักได้สบาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;บ้านหลังนี้มีขนาดความกว้าง 25 ตารางเมตร แต่ตัดมุมให้เป็นทรงแปดเหลี่ยม ใช้งบประมาณทั้งหมด 80,000 บาท เป็นค่าหลังคาที่ซื้อเหล็กและกระเบื้อง 60,000 บาท และใช้ต้นทุนในการก่ออิฐทั้งหมด 20,000 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;พิชิต กล่าวว่า “ความสำเร็จของการสร้างบ้านดินด้วยตนเอง เคล็ดลับอยู่ที่ความตั้งใจ บ้านดินเหมาะสำหรับพื้นดินที่แข็ง ไม่เหมาะกับพื้นที่มีน้ำเจิ่งนอง พื้นที่น้ำท่วมถึง พื้นที่ดินเหลวหรือดินอ่อน เพราะดินอาจจะพอง น้ำจะซึมได้ ถ้าเราสามารถทำบ้านดินขึ้นเองได้ จะทำให้เราได้คุณค่าชีวิตหลายอย่าง อาทิ เพิ่มพูนความรู้ เกิดความรู้สึกอยากศึกษา ค้นคว้า ทดลองทำในสิ่งใหม่ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา และถ้าหากเราร่วมด้วยช่วยกันทั้งครอบครัว จะก่อให้เกิดสายใยรักและความผูกพันในครอบครัวที่ดี ทำให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ พอทำไปเกิดปัญหา ก็จะหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก่อให้เกิดทักษะ ฝึกสมอง และใจที่จดจ่อกับการก่ออิฐทีละก้อนทีละชั้น ทำให้เกิดสมาธิที่ดีต่อตัวเราอีกด้วย”.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=494&amp;contentId=38126&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-9125434635158592529?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/9125434635158592529/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/9125434635158592529'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/9125434635158592529'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_19.html' title='ประหยัดพลังงานด้วยบ้านดิน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-4173534909849179824</id><published>2009-12-14T02:00:00.000-08:00</published><updated>2009-12-14T02:04:00.495-08:00</updated><title type='text'>ไอ มีฟ ( i-MiEV) เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ไม่สร้างมลพิษ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.shareapic.net/View-20583414-bigkahunaclicks.html" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://preview.shareapic.net/preview6/020583414.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิตซูบิชิ  ไอ มีฟ ( i-MiEV) เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ไม่สร้างมลพิษโดยมีโครงสร้างพื้นฐานมาจากรถยนต์ “ไอ” ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 660 ซีซี โดยเป็นรถที่มาพร้อม ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยียนตรกรรมของมิตซูบิชิ  ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นของโครงสร้าง การวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลัง (rear-midship layout) รวมไปถึงแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน ความหนาแน่นสูง และมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง โดยมิตซูบิชิมีแผนจะเปิดขายอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2552 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จัดทดสอบรถยนต์ ไอ มีฟ ( i-MiEV)  ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น   พร้อมกันนี้ยังได้จัดทำแบบสำรวจตลาดและ โปรแกรมการทดสอบในประเทศต่างๆ นอกเหนือ จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อทดสอบความสามารถในการทำงานของเทคโนโลยี ดังกล่าวในตลาดต่างๆ  โดยในยุโรป มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อยู่ในระหว่างการปรึกษาหารือกับภาครัฐของไอซ์แลนด์จะเริ่ม การทดสอบ ร่วมกันภายในปีงบประมาณ 2552  ในอเมริกาเหนือ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และบริษัทที่ดำเนินงานเกี่ยวกับพลังงาน (power company )&lt;br /&gt; 2 บริษัท ในแคลิฟอร์เนียมีแผนที่ จะเริ่มการทดสอบและเตรียมจัดกิจกรรมโปรโมทในระหว่างปีงบประมาณนี้  รวมทั้งในประเทศนิวซี แลนด์ซึ่งมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ร่วมกับบริษัท เมอริเดียน เอ็นเนอจี  ( Meridian Energy ) ซึ่งเป็น รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้า เตรียมจัดกิจกรรมเดินสายโปรโมทรถยนต์มิตซูบิชิ ไอมีฟ ในปีหน้า เพื่อประเมินความสนใจในตัวรถของคนในพื้นที่โดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ "มิตซูบิชิ คอนเซปต์ cX" ยังถึงพร้อมด้วยอรรถะประโยชน์เพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบจาก&lt;br /&gt;ตำแหน่งของเบาะนั่งที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ขับขี่มีมุมมองที่กว้างขึ้น เพิ่มอารมณ์ในการขับขี่อย่างรถ SUV ด้วย&lt;br /&gt;ความยาวตัวถัง 4,100 มม. พร้อมตัวถังแบบคอมแพคทำให้ง่ายต่อการใช้งานในเมือง รวมไปถึงการ&lt;br /&gt;แยกส่วนฝาท้ายออกมาเป็น 2 ส่วนซึ่งเป็นสไตล์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในรถมิตซูบิชิรุ่นต่างๆ ช่วย&lt;br /&gt;ให้ง่ายต่อการบรรทุกและขนสัมภาระ ในส่วนของสมรรถนะในการขับขี่นั้น "มิตซูบิชิ คอนเซปต์ cX" ขับเคลื่อน 4ล้อ ควบคุมด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์ พร้อมล้อและยางขนาด 225/45R19 ที่ตอบรับกับทุก&lt;br /&gt;สภาพการขับขี่และให้ความแม่นยำในทุกสภาพถนน&lt;br /&gt;ลงตัวด้วยโครงสร้างชั้นเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ มีฟ ( i-MiEV) มีการติดตั้งระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ และ ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบพลังงานไฟฟ้า เข้าไปแทนที่ตำแหน่งเครื่องยนต์และถังน้ำมัน   ด้วยระยะฐานล้อที่กว้าง ( 2,550 มิลลิเมตร) ซึ่งเทียบเท่ากับรถยนต์นั่งขนาดใหญ่หลายคัน และยังให้ห้องโดยสารที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ทั้งนี้จากโครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังทำให้สามารถติดตั้ง มอเตอร์ และอินเวอร์เตอร์ไว้ใต้ตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังซึ่งเป็นตำแหน่งของเครื่อง ยนต์และระบบขับเคลื่อนในรถยนต์มิตซูบิชิ ไอ    ยิ่งไปว่านั้นจากเลย์เอาท์รูปแบบเฉพาะของมิตซูบิชิดังกล่าวยังทำให้มี พื้นที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มขึ้นโดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 4-ที่นั่งพร้อมพื้นที่ใส่ของด้านหลังของตัวรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สะดวกสบายด้วยการชาร์จไฟได้ทั้งจากตู้ชาร์จแบตเตอรี่และจากที่ชาร์จไฟในบ้าน&lt;br /&gt;ไอมีฟยังสามารถชาร์จไฟได้ 3 รูปแบบ ทั้งจากตู้ชาร์จแบตเตอรี่  ที่ชาร์จไฟในบ้านประเภท 100 วัตต์ และที่ชาร์จไฟในบ้านประเภท 200 วัตต์  โดยในส่วนของตู้ชาร์จแบตเตอรี่นั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาซึ่งเป็นการ ร่วมมือกันระหว่างมิตซูบิชิและ Tokyo  Electric Power Company    โดยตู้ชาร์จแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 30 นาทีเท่านั้น ในขณะที่การชาร์จด้วยไฟฟ้าภายในบ้านหากชาร์จด้วยไฟฟ้าขนาด 100 V/15 A จะใช้เวลาประมาณ  14 ชั่วโมง และหากชาร์จด้วยไฟฟ้าขนาด 200 V/15A จะใช้เวลาเพียง 7 ชั่วโมงเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-4173534909849179824?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/4173534909849179824/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/i-miev.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4173534909849179824'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4173534909849179824'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/i-miev.html' title='ไอ มีฟ ( i-MiEV) เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ไม่สร้างมลพิษ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-5948051442612716681</id><published>2009-12-14T01:51:00.000-08:00</published><updated>2009-12-14T01:52:02.066-08:00</updated><title type='text'>เลิกเผาฟางสร้างพลังงานทดแทน</title><content type='html'>แม้ปัจจุบันฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่การเผาฟางเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด แม้ว่าเกษตรกรเองจะไม่อยากเผาฟางก็ตาม แต่ว่าผลกระทบที่ตามมานั้นไม่เพียงความร้อนที่เกิดจากการเผาจะทำลายธาตุ อาหารในดิน และได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดีแล้ว การเผาฟางยังเป็นการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;น.ส.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลัง งานและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหนึ่งในการจัดการฟางข้าวที่น่าสนใจ คือการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนโดยการ สนับสนุนของภาครัฐในการใช้ชีวมวล เพื่อทดแทน พลังงาน จากฟอสซิล ซึ่งในหลายประเทศเริ่ม มีการใช้ฟาง ข้าวและฟางข้าวสาลีเป็นเชื้อเพลิงของ หม้อต้มไอน้ำในการผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำบ้างแล้ว เช่น ประเทศเดนมาร์ก อังกฤษ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีความพยายามในการนำฟางข้าวมาใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานมากแต่ ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากฟางข้าวเป็นชีวมวลที่มีค่าความร้อนต่ำ อีกทั้งยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว และมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมที่กำลังใช้ กันอยู่ เช่น แกลบ เศษไม้ เปลือกปาล์ม ส่งผลให้ฟางข้าวกว่า 50% ต้องถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเพื่อหาเทคโน  โลยีที่นำฟางข้าวไปใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกิดประโยชน์ที่ได้ผลคุ้ม ค่าต่อการลงทุน อันจะช่วยหยุดสร้างมลพิษจากการเผาฟาง และได้แหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษานโยบายเกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาผลิตพลังงานในประเทศไทยด้วยการ ประเมินความเป็นไปได้ใน 4 ด้าน คือ 1. ศักยภาพของทรัพยากรที่สามารถนำออกมา ใช้ได้จริง 2.ความเหมาะสมของประเภท และขนาดของเทคโนโลยีกับศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ 3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและสังคมรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 4.สิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางของนโยบายที่ภาครัฐควรจะสนับสนุน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ผลจากการประเมินพบว่า ฟางข้าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ด้วยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานจะมีศักยภาพ มากกว่าการผลิต กระแสไฟฟ้า และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ฟางโดยการให้เงินสนับสนุนต่อปริมาณฟางที่   ใช้ 300-340 บาทต่อกิโลกรัม (แทนที่จะสนับสนุนต่อหน่วยกระแสไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้าฯ) เพื่อเปิดโอกาสให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเงินสนับสนุนนี้คำนวณโดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องจ่ายหากเรา หยุดเผาฟางได้”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับการนำไปใช้ก็สามารถทำได้ทันทีเพราะในภาคกลางยังมีโรงงานที่ใช้เชื้อ เพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน สำหรับหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นถ่านหินผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาใช้ฟางข้าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำมันเตาก็เปลี่ยนเพียงหัวเตาเท่านั้น ในส่วนการประเมินความคุ้มทุนนั้นพบว่า ฟางข้าวจะต้องมีราคาต่ำกว่า 860 บาทต่อตัน ซึ่งวิธีการลดต้นทุนที่ทำได้เลยในขณะนี้คือ ให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวเป็นก้อนสี่เหลี่ยมไว้ข้างนา โดยอัดให้แน่น (ประมาณ 18-20 กก.ต่อฟ่อน) ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้  กันแพร่หลายอยู่แล้ว  จากนั้นผู้ประกอบการส่งรถพ่วง 2 ตอนมารับซื้อจากนาโดยตรง และเตรียมความพร้อมของฟางก่อนป้อนเข้าเตาเผาด้วยการสับให้ชิ้นเล็กลง ส่วนในอนาคตเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวให้อยู่ ในรูปแบบของเชื้อเพลิงอัดแท่งได้ทันทีที่ทุ่งนา เพื่อให้บรรทุกได้ในปริมาณมากขึ้นในพื้นที่เท่ากัน ซึ่งนอกจากจะลดจำนวนเที่ยวและประหยัดค่าการขนส่งแล้วยังนำไปใช้เป็นเชื้อ เพลิงได้ทันทีโดยไม่ต้องสับ แต่ทั้งนี้ยัง  ต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐในการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การใช้ฟางเป็นเชื้อเพลิงทดแทน  เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากจะช่วยให้หยุดมลพิษทางอากาศแล้ว ยังได้ “พลังงาน” และ “ลดโลกร้อน” ได้อีกด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryID=339&amp;contentID=37158&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-5948051442612716681?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/5948051442612716681/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5948051442612716681'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5948051442612716681'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html' title='เลิกเผาฟางสร้างพลังงานทดแทน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-749461691557024774</id><published>2009-12-11T06:35:00.001-08:00</published><updated>2009-12-11T06:35:56.783-08:00</updated><title type='text'>เรือหางกุด นวัตกรรมตามแนวพระราชดำริ</title><content type='html'># เรือหางกุด นวัตกรรมตามแนวพระราชดำริ แล่นด้วยแรงดันน้ำ หมดปัญหาสวะติดใบพัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรือหางยาว เป็นพาหนะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองไทย แต่ข้อจำกัดของเรือหางยาวที่ต้องอาศัยเพลาถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังใบพัดเรือ ทำให้สูญเสียกำลังบางส่วน และขับเคลื่อนไม่คล่องตัว ต้องออกแรงในการบังคับเลี้ยวมาก ไม่ปลอดภัย และปัญหาการพันติดของกอสวะที่ใบพัดที่ติดอยู่ที่หาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริและพระราชอุปถัมภ์การวิจัยคิดค้น เครื่องเรือหางกุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจารุวัฒน์ มงคลธนทรรศ วิศวกรการเกษตร 8 จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าโครงการสร้างและพัฒนาต้นแบบเครื่องเรือหางกุด ตามแนวพระราชดำริ กล่าวถึงโครงการว่า ได้สร้างต้นแบบเครื่องเรือหางกุดขึ้นจากความทรงจำเบื้องต้นของนายสวงศ์ พวงมาลี ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องยนต์ หางกุด ภายใต้การออกแบบและควบคุมของ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองวิศวกรรม กรมการข้าว กระทรวงเกษตร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสบผลสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2509 ทว่าเนื่องจากทางกองวิศวกรรมมีภารกิจอื่นที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือทำฝนเทียม ทำให้การพัฒนาเครื่องยนต์ หางกุด นี้ยุติลง มิได้เผยแพร่สู่สาธารณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือน เมษายน 2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิโครงการหลวงดำเนินการรื้อฟื้นการพัฒนาเครื่องยนต์หางกุดอีกครั้ง ทางมูลนิธิจึงได้ติดต่อประสานงานให้สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมดำเนินการสร้างต้นแบบดั้งเดิมขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องยนต์เรือหางกุดนี้ นายจารุวัฒน์ กล่าวว่า เป็นเครื่องยนต์ที่แก้ปัญหาเครื่องยนต์เรือหางยาว โดยการตัดหางยาวทิ้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ เครื่องยนต์ หางกุด และเครื่องยนต์จะส่งกำลังไปหมุนใบพัดโดยตรง ไม่ต้องผ่านเพลา ทำให้ในทางทฤษฎีจะไม่มีการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ไป อีกทั้งในการขับเคลื่อนจะปลอดภัยกว่าเรือหางยาว สามารถขับไปในที่ที่ตื้นเขินและมีเศษสวะได้ดี สามารถเลี้ยวโค้งได้ในวงแคบและกลับลำได้โดยหมุนเรือรอบตัวเอง และยังสามารถถอยหลังหรือหยุดเรือได้โดยกะทันหันโดยการเปลี่ยนทิศทางของน้ำ จึงสามารถใช้ขับเคลื่อนในคลองคดเคี้ยวได้สะดวกและคล่องแคล่วมากกว่าเรือหางยาวในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวแบบของเครื่องยนต์ วิศวกรการเกษตร 8 จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม เล่าว่า เครื่องยนต์ทั่วไปเพลาจะอยู่ในแนวราบ สำหรับเครื่องยนต์หางกุดเพลาต้องอยู่ในแนวดิ่ง เครื่องเรือนี้ออกแบบโดยอาศัยหลักการขับดันของน้ำ โดยดูดน้ำจากด้านล่างขึ้นมาตรงๆ และขับดันน้ำออกสูงกว่าระดับท้องเรือ ต่างจากเครื่องของเรือหางยาวที่ไม่ได้สูบน้ำขึ้นมา แต่จะขับเคลื่อนเรือโดยอาศัยใบพัดขับน้ำออกไป ทำให้เครื่องยนต์ของเรือหางกุดสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้สำหรับบำบัดน้ำเสีย หรือใช้สำหรับสูบน้ำได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้เครื่องยนต์หางกุดดัดแปลงใช้ได้เฉพาะกับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ขนาด 4 แรงม้าและ 6 แรงม้า แต่ปัจจุบันหาซื้อเครื่องสองจังหวะได้ยาก เพราะรถจักรยานยนต์หรือในเรือจะเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะเสียเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะต้องเติมน้ำมันเบนซินและน้ำมันหล่อลื่นแบบผสมรวมกัน ทำให้มีการเผาไหม้น้ำมันหล่อลื่นไปด้วย ผลที่ได้คือจะมีควันดำและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในงานวิจัยขั้นต่อไปคือการนำเครื่องยนต์ 4 จังหวะมาปรับใช้ ซึ่งต้องขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยก่อนดำเนินการต่อไป นายจารุวัฒน์ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ นายจารุวัฒน์ เล่าว่า เมื่อใช้ในการขับเคลื่อนเรือไฟเบอร์กลาสท้ายตัดขนาดความยาว 8 และ 10.5 ฟุต สำหรับเครื่องยนต์ 4 แรงม้าและ 6 แรงม้าตามลำดับ จะได้ความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 6 และ 7.5 กิโลเมตรตามลำดับ ซึ่งหากมองในแง่ของการใช้งานด้านเกษตรกรรมจะมีความเหมาะสม คือ อาจนำไปใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อการเกษตร หรือนำไปใช้สูบน้ำเพื่อการเกษตรก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเครื่องเรือหางกุดนี้ สามารถนำมาใช้ได้กับเรือเกือบทุกชนิด หากมิใช่เรือที่เป็นแบบท้ายตัดก็สามารถดัดแปลงติดเครื่องยนต์ที่ด้านข้างของเรือได้ และเพื่อให้มีศักยภาพดีขึ้น ทางสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมเปิดเผยว่าจะมีการศึกษาเรื่องการเติมอากาศขณะขับเคลื่อนเรือเพื่อเป็นการบำบัดน้ำเสีย แต่ต้องขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยก่อนดำเนินการต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา  http://www.ist.cmu.ac.th/riseat/archives/Feb_04/News/17020401.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-749461691557024774?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/749461691557024774/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/749461691557024774'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/749461691557024774'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_11.html' title='เรือหางกุด นวัตกรรมตามแนวพระราชดำริ'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-4021534477679229549</id><published>2009-12-04T07:00:00.000-08:00</published><updated>2009-12-04T07:01:21.670-08:00</updated><title type='text'>เน็ตบุ๊คพลังแสงอาทิตย์</title><content type='html'>iUnika Gyy เน็ตบุ๊กสัญชาติสเปน เปิดตัวพร้อมคุณสมบัติที่เล็ก กะทัดรัด และมีน้ำหนักไม่ถึง1กิโลกรัม แถมเกาะกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยโครงสร้าง ผลิตจาก bioplastics ซึ่งเป็นอินทรีย์วัตถุ สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ และมีคุณสมบัติสุดแหล่มอีกประการคือ สามารถชาร์จประจุแบตเตอรี่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากฝาหน้าที่ติดตั้งเซลล์ แสงอาทิตย์ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดทาง เทคนิคเปิดเผยว่าใช้ processor ความเร็ว 400MHz, แรมขนาด128MB , ความจุ 64GB แบบ ssd/flash memoryระบบปฎิบัติการ Linux มีขนาดหน้าจอ 8 นิ้ว ที่ความละเอียดเพียง 800 x 400 pixels. ซึ่งถูกออกแบบสเปคมาค่อนข้างจุ๋มจิ๋มก็เพื่อให้ประหยัดพลังงานมากที่สุดนั้น เอง ส่วนสนนราคาคือ 160ยูโร ($220) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7พันกว่าบาท ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่น่าเสียดายว่า การชาร์จประจุแบตเตอรี่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นี้จะสามารถทำได้สูงสุดไม่เกิน 4 วัตต์ แต่แค่นี้ก็คงพอมีเวลาให้เราเก็บเครื่องทันโดยไม่ดับไปเสียก่อน อีกทั้งหากคิดจะเปิดใช้งานจิบกาแฟกลางแจ้งแบบเมืองนอกเพื่อรับแสง ถ้าเป็นบ้านเรา ที่อุณหภูมิแวดล้อม 30กว่าองศาเซลเซียส มีหวังใช้ไปแฮงค์ไปเป็นแน่แท้ แต่ก็ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น บนแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแสวงหาแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆมาประยุกต์ใช้ได้แจ่มแจ๋วเลยทีเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมา  http://energybase.net/Solar-Netbook.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-4021534477679229549?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/4021534477679229549/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4021534477679229549'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4021534477679229549'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post_04.html' title='เน็ตบุ๊คพลังแสงอาทิตย์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-5142901975265202469</id><published>2009-12-01T06:10:00.000-08:00</published><updated>2009-12-01T06:11:24.196-08:00</updated><title type='text'>รถพลังงานไฟฟ้าทำเองของฝรั่ง</title><content type='html'>0-100 แค่ 3 วิ เอาไปแข่ง drag ได้สบายๆ&lt;br /&gt;http://www.youtube.com/watch?v=369h-SEBXd8&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-5142901975265202469?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/5142901975265202469/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5142901975265202469'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/5142901975265202469'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='รถพลังงานไฟฟ้าทำเองของฝรั่ง'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-4592116390831824522</id><published>2009-11-14T07:23:00.000-08:00</published><updated>2009-11-14T07:24:17.661-08:00</updated><title type='text'>ข่าวผลิตไฟ้าด้วยพลังงานจลน์</title><content type='html'>คลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อที่คนไทยรู้จักดี ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และจากการที่ได้ประจักษ์ถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างชะงัด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทุกวันนี้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นของโครงการ ได้ช่วยให้ประชาชนมีความสุขขึ้น มาก ดังที่ นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ บอกว่า หลังจากมีโครงการคลองลัดโพธิ์ ในปี 2549 ก็ไม่มีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อีกเลย ช่วงฤดูน้ำหลากสามารถระบายน้ำได้เร็วในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงน้ำก็ไม่ไหลท่วม พื้นที่อีก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แต่โครงการคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กำลังจะก่อเกิดประโยชน์มหาศาลตามมาอีก เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมให้ นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี รับไปพิจารณาว่าจะใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีก หรือไม่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำและการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมชลประทาน กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาวิจัยจนได้ต้นแบบ กังหันพลังน้ำอาศัย  พลังงานจลน์จากความเร็วของกระแสน้ำ ไหลขึ้น 2 แบบ คือ แบบหมุนตามแนวแกน และแบบหมุนขวางการไหล ทำการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า ติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กังหันแบบหมุนตามแนวแกน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร และแบบหมุนขวางการไหล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.00 เมตร ยาว 2.50 เมตร ทั้ง 2 แบบจะประกอบกับโครงเหล็กเป็นต้นกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ แม่เหล็กถาวร  มีเกียร์ทดอยู่ภายในกล่องที่จมน้ำได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กำลังและแรงดันไฟฟ้าที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วรอบ เช่นหากความเร็วที่ 200 รอบต่อนาที จะได้กำลังไฟฟ้า 5 กิโลวัตต์ต่อวัน และ Open Circuit Voltage 650 โวลต์ จะเป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ทำให้ได้พลังงานไฟฟ้าแบบกระแสสลับ และใช้ Rectifier เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นกระแสตรงแล้วเชื่อมต่อเข้ากับ Inverter &amp; Controller ซึ่งจะปรับแรงดันและความถี่เพื่อเชื่อมต่อ กับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง จากการทดลองเดินกังหันพลังน้ำต้นแบบพบ  ว่าได้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.74 กิโลวัตต์ต่อวัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ซึ่งความรู้ที่ได้จากการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์นี้จะถูก นำไป ต่อยอดเพื่อการ ผลิตกังหันพลังน้ำในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้วัสดุอุปกรณ์จาก ต่างประเทศอยู่ แต่เมื่อมี การขยายผลจนสามารถประยุกต์ใช้กับ  ประตูระบายน้ำของกรมชลประทานที่มีอยู่ ทั่วประเทศได้ในอนาคตแล้ว ก็จะไม่ต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ อันจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศลงได้อย่างมหาศาล และยังได้พลังงานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นมา.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-4592116390831824522?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/4592116390831824522/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4592116390831824522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/4592116390831824522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_14.html' title='ข่าวผลิตไฟ้าด้วยพลังงานจลน์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-277466042908410670</id><published>2009-11-07T00:14:00.000-08:00</published><updated>2009-11-07T00:15:51.583-08:00</updated><title type='text'>แดนกังหันลมแห่งอาเซียน</title><content type='html'>อีกไม่นาน บ้านเราอาจเป็นแดนกังหันลมแห่งอาเซียนกันแล้ว เพราะดูเหมือนว่าช่วงนี้มีหลายหน่วยงานต่างแสวงหาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ได้มีความพยายามใช้พลังงานทดแทนหลากหลายแบบ ทั้งจากพืชพลังงาน พลังงานชีวภาพ ชีวมวล และล่าสุดคือพลังงานจากธรรมชาติโดยเฉพาะพลังงานจากลมที่มองว่าอีกหนึ่งช่อง ทางที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ก่อนหน้านี้มีนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ  ดุษดี ได้ดำเนินโครงการ : การศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบน  โดยมีสำนักงานคณะกรรมวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการค้นคว้าวิจัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นักวิจัยกลุ่มนี้เน้นลมภูเขาตามดอยต่างๆ เพื่อติดตั้งกังหันลม และผลิตกระแสไฟ้า ซึ่งพบว่าในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีลมภูเขาที่อัตราความเร็วเกิน 4 เมตรต่อ 1 วินาที ในระดับที่สูงกว่าพื้นที่พื้น 40-80 เมตร มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ บนดอยกิ่วลม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ที่ดอยม่อนล้าน อ.พร้าว และที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ล่าสุดมีนักวิจัยจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) นำโดย ดร.รัดเกล้า พันธุ์อร่าม ร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ศึกษาวิจัยเพื่อหาพื้นที่ที่มีศักยภาพติดตั้งกังหันลม ด้วยการทำโครงการศึกษาศักยภาพพลังงานของประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ด้านอุตุนิยมวิทยา 3 มิติ ซึ่ง วช.ได้ให้การสนับสนุนเช่นเคย เพราะหากใช้วิธีการสุ่มตั้งเสาตรวจวัดลม โดยไม่ทราบข้อมูล ต้องใช้งบประมาณสูงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผลการประเมิน รศ.ดร.ปรุงจันทร์ วงศ์วิเศษ ผู้ร่วมวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ระบุว่า ความแรงของลมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับฤดูมรสุมและระดับความสูงจากพื้นดิน มี 2 ช่วงด้วยกันคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 1.ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พบพื้นที่มีศักยภาพพลังงานลมสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 6-7 เมตรต่อวินาที ที่ระดับความสูง 50 เมตรเหนือพื้นดิน บริเวณพื้นที่ภาคใต้ด้านอ่าวไทย ตั้งแต่ จ.ชุมพร ไปจนถึง จ.สงขลา ที่ภาคกลางบริเวณรอยต่อ จ.ลพบุรี กับ จ.สระบุรี ที่ จ.เพชรบุรี จ.กาญจนบุรี และ จ.ราชบุรี ส่วนภาคอีสานมีบางส่วนคือที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 2.ระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม ได้รับอิทธิพลสูงจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พบพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดในบริเวณภาคอีสาน รวมถึงภาคใต้บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช และพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนถึง จ.ปัตตานี โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยสูงสุด 6-7 เมตรต่อวินาทีที่ระดับความสูง 50 เมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เมื่อทราบข้อมูลด้านศักยภาพพลังงานลมแล้ว จะมีการศึกษารายละเอียดเพื่อติดตั้งกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้า แต่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม และความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ดลมนัส กาเจ"&lt;br /&gt;ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20091028/34489/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%A1.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-277466042908410670?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/277466042908410670/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_1333.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/277466042908410670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/277466042908410670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_1333.html' title='แดนกังหันลมแห่งอาเซียน'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8439264567220128313</id><published>2009-11-07T00:01:00.000-08:00</published><updated>2009-11-07T00:03:14.739-08:00</updated><title type='text'>ม.เกษตรฯผลิตกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าสำเร็จเป็นรายแรกของโลก</title><content type='html'>ม.เกษตรฯผลิตทำได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;ม.เกษตรฯสนองแนวพระราชดำริ"ในหลวง"ผลิตกังหันพลัง น้ำไกลใช้ผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก เผยทรงรับสั่งไว้เมื่อปี 49 แนะให้ใช้พลังงานไหลของน้ำผ่านคลอง ให้เป็นประโยชน์ กรมชลฯ เตรียมขยายผลนำไปติดตั้งประตูระบายน้ำทั่วประเทศ 361 แห่ง ชี้ช่วยชาติประหยัดไฟได้ถึง 448 ล้านบาทต่อปี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) บางเขน เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 พ.ย. ได้แถลงข่าว นักวิจัยมก.ประสบความสำเร็จ ออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบผลิตกระแสไฟฟ้าตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้สำเร็จ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มก. ในฐานะผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ แถลงข่าวว่า โครงการนี้ได้นำพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองมาใช้ประโยชน์ ตาม พระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำมาสู่การออกแบบกังหันพลังน้ำต้นแบบ ติดตั้งบริเวณตอม่อท้ายประตูคลองลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีกำลังผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 5.74 กิโลวัตต์ ซึ่งการผลิตชุดกังหันพลังน้ำนี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศ ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นผลงานการคิดค้นของนักวิจัยคนไทย&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ด้าน รศ.ชัยวัฒน์ ขยันการนาวี หัวหน้าโครงการศึกษาฯ กล่าวว่า ทีมนักวิจัย ได้ออกแบบชุดกังหันพลังน้ำต้นแบบ ที่สอดคล้องกับการบริหารจัดการประตูคลอง    ลัดโพธิ์ สะดวกต่อการปฏิบัติงาน และมีราคาประหยัด คือแบบหมุนตามแนวแกน และแบบหมุนขวางการไหลของน้ำ ซึ่งชุดกังหันน้ำทั้ง 2 แบบจะประกอบและติดตั้งกับโครงเหล็กที่ปรับขึ้นลงได้ที่ท้ายประตูคลองลัด โพธิ์ ใช้กังหันพลังน้ำเป็นต้นกำลังที่เชื่อมต่อกับเกียร์ทดรอบไปหมุนเครื่อง กำเนิดไฟฟ้า แบบแม่เหล็กถาวร ที่บรรจุภายในกล่องที่จมน้ำได้ เมื่อเดินชุดกังหันน้ำต้นแบบจะได้พลังงานไฟฟ้าเป็นแบบกระแสไฟฟ้าสลับ แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสตรงเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์แปลงและควบคุมไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วน ดร.ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสกับนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ และนายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี ณ สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 รับสั่งว่า “โครงการคลองลัดโพธิ์จะทำประโยชน์ได้อย่างมหัศจรรย์ มีพลังงานมหาศาล จะใช้เป็นพลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลอง” ซึ่ง จากความสำเร็จในครั้งนี้ กรมชลประทานจะขยายผลด้วยการนำชุดกังหันน้ำไปติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำ บรมธาตุ จ.ชัยนาท จำนวน 4 ชุด ในปี 2553 เพื่อให้ได้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกันไม่น้อยกว่า 80 กิโลวัตต์&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ทั้งนี้ จากการคำนวณ หากนำระบบนี้ไปติดตั้งในบริเวณประตูระบายน้ำของชลประทานจำนวน 361 แห่ง จะผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ หรือที่เรียกกันว่าพลังงานจลน์ได้ 138,060,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นค่าฟ้า 448,695,000 ล้านบาทต่อปี (ค่าไฟหน่วยละ 3.25 บาท) โดยมีกำลังการผลิตวันละ 20 ชั่วโมง ในการคำนวณที่ 300 วันในรอบ 1 ปี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขณะที่นายยอดชาย เตียเปิ้น อาจารย์จากวิทยาลัยพาณิชยนาวีนานาชาติ ม.เกษตร วิทยาเขตศรีราชา ในฐานะผู้ร่วมทีมวิจัย กล่าวว่า รูปแบบการผลิตกังหันน้ำต้นแบบดังกล่าว ประเทศบราซิลและเกาหลีใต้ ใช้กับการขึ้นลงของน้ำทะเลมาผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ในรูปแบบที่ให้น้ำไหลผ่านกังหันบริเวณจุดน้ำไหล ยังไม่มีประเทศใดทำ ในทางวิชาศาสตร์เรียกว่าการใช้พลังงานจลน์ ขณะที่การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนเรียกว่า พลังงานศักย์ ที่ต้องนำน้ำไปปล่อยลงบนที่สูง เพื่อให้เป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อนึ่ง สำหรับความเป็นมาของโครง การคลองลัดโพธิ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2538 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริแก่ นายรุ่งเรือง จุลชาต อธิบดีกรมชลประทานสมัยนั้น พร้อมด้วย พล.อ.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ นายจริย์ ตุลยานนท์ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ประกอบด้วยกรมชลประทาน จ.สมุทรปราการ กรมทางหลวง กรมอุทก ศาสตร์ กองทัพเรือ ร่วมกันศึกษาพิจารณาวางโครงการปรับปรุงการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการ ระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีระยะทางการไหลอ้อมผ่านพื้นที่บริเวณบางกะเจ้า ที่มีลักษณะคล้ายกระเพาะหมู ระยะทาง 18 กม. ในเขต จ.สมุทรปราการ โดยพิจารณาขุดลอกคลองลัด เพื่อร่นระยะทางการไหลของน้ำเหลือเพียง 600 เมตร ลงสู่ปากอ่าวไทย ช่วยเสริมการระบายน้ำจากคลองธรรม ชาติ ทำให้สามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว และช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=38&amp;contentId=30405&amp;hilight=%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8439264567220128313?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8439264567220128313/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_07.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8439264567220128313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8439264567220128313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post_07.html' title='ม.เกษตรฯผลิตกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าสำเร็จเป็นรายแรกของโลก'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1389268663609827666</id><published>2009-11-03T01:58:00.000-08:00</published><updated>2009-11-03T01:59:00.835-08:00</updated><title type='text'>โครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตไบโอดีเซล</title><content type='html'>จากปัญหาด้านวิกฤติพลังงานที่ส่งผลลุกลามมาถึงปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวด ล้อมของประชาชน  “โครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตไบโอดีเซลและแหล่งเรียนรู้ไบโอดีเซลชุมชน ตำบลท่าทอง”  ของ ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก จึงถือกำเนิดขึ้นมา   โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อศึกษาและพัฒนาเครื่องผลิตน้ำมันไบโอดีเซลที่นำไปใช้งานได้ในระดับชุมชน ซึ่งจะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเชื้อเพลิง  ช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;รศ.พันธ์ณรงค์ จันทร์แสงศรี หัวหน้าโครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบไบโอดีเซลฯ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้ตอบโจทย์และเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน โดยคิดถึงการนำเอาน้ำมันพืชใช้แล้วที่มีอยู่มากในพื้นที่ของตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ       ตัวมหาวิทยาลัยนเรศวรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“จากการศึกษาพบว่าน้ำมันพืชที่ใช้แล้วเหล่านี้จะมีผู้มารับซื้อและนำไปผ่าน กระบวนการที่ทำให้ใสและไม่มีตะกอน แล้วนำกลับมาขายในราคาถูก พ่อค้า แม่ค้าหรือชาวบ้านไม่รู้และเห็นว่ามีราคาถูก ก็จะซื้อแล้วนำกลับมาใช้ทอดซ้ำ ซึ่ง    น้ำมันที่ใช้ซ้ำเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตราย    ต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นถ้าเราตัดตอนนำน้ำมันพืชเหล่านี้มาทำเป็นวัตถุดิบ  ในการผลิตไบโอดีเซล ส่วนหนึ่งจะช่วย ชาวบ้านในเรื่องของสุขภาพ อีกส่วนหนึ่งก็จะช่วยให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันผลิตไบโอดีเซลไปใช้กับ เครื่องจักรกลทางการเกษตร และช่วยในเรื่องการลดรายจ่ายให้เขาสามารถดำรงชีวิตได้ดีขึ้นภายใต้สภาวะที่ มีวิกฤติราคาน้ำมัน” รศ.พันธ์ณรงค์กล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ไบโอดีเซล” คือ น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผ่านการผลิตมาจากน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ผสมกับ เอทานอล (Ethanol) หรือ เมทานอล (Methanol) เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลและสามารถใช้ทด แทนได้ โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซลนั้นมีหลากหลายชนิด  ที่นิยมคือ น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันพืชใช้แล้ว และน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โครงการนี้ได้ศึกษาพัฒนาออกแบบเครื่องผลิตไบโอดีเซล  ที่มีขนาดกะทัดรัด   สามารถนำไปใช้งานได้ในระดับชุมชนอย่างไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีในท้องถิ่น และมีต้นทุนการผลิตต่อเครื่องประมาณ 45,000-50,000 บาท โดยขั้นตอนจะนำน้ำมันพืชเก่าที่ใช้แล้ว 100 ลิตร มาผ่าน   กระบวนการที่เรียกว่า “ทรานเอสเตอริฟิเคชัน” เพื่อให้ได้น้ำมัน “ไบโอดีเซลแบบเอสเทอร์” จำนวน 70 ลิตร ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง น้ำมันดีเซลมากที่สุด เหมาะที่จะนำไปใช้กับเครื่องจักรกลทางการเกษตรขนาดเล็กแบบสูบเดียว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;น้ำมันไบโอดีเซลที่ผลิตได้จะมีต้นทุนประมาณ 21-22 บาทต่อลิตร โดยต้นทุนการผลิตขึ้นอยู่กับราคารับซื้อน้ำมันพืชเก่า ลิตรละ 6-7 บาท หากเกษตรกรสามารถรวมตัวกันนำน้ำมันพืชเก่าที่ใช้แล้วในครัวเรือนมารวมกัน ผลิตก็จะช่วยลดต้นทุนไปได้มาก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิต  ไบโอดีเซลฯ นอกจากจะคิดค้นและพัฒนา   วิธีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยง่ายแล้ว ยังได้ร่วมมือกับ “ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมืองพิษณุโลก” หรือ กศน. พัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนและตั้งเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไบ โอดีเซลขึ้นที่ “ตำบลท่าทอง” เพื่อให้เป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ลงไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ของจังหวัด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;...โครงการนี้นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง มีรายได้เพิ่ม พึ่งพาตนเองได้ เยาวชนในพื้นที่ก็จะเกิดความตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายจากน้ำมันพืชใช้ ซ้ำซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยต่างๆ อีกด้านหนึ่งยังเป็นการช่วยกันตัดวงจรการนำน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาบริโภค และลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งลงสู่ธรรมชาติ ด้วยการนำมาเพิ่มมูลค่าผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อันจะนำไปสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=346&amp;contentID=29612&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1389268663609827666?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1389268663609827666/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1389268663609827666'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1389268663609827666'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='โครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตไบโอดีเซล'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1777799551252989605</id><published>2009-10-30T06:38:00.000-07:00</published><updated>2009-10-30T06:39:24.398-07:00</updated><title type='text'>http://www.thaibiogas.net/th/biogas</title><content type='html'>http://www.thaibiogas.net/th/biogas&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1777799551252989605?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1777799551252989605/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/httpwwwthaibiogasnetthbiogas.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1777799551252989605'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1777799551252989605'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/httpwwwthaibiogasnetthbiogas.html' title='http://www.thaibiogas.net/th/biogas'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-1026456058263803769</id><published>2009-10-30T06:33:00.000-07:00</published><updated>2009-10-30T06:34:10.017-07:00</updated><title type='text'>ก๊าซขี้หมู</title><content type='html'>"ก๊าซชีวภาพ” หรือ “ก๊าซขี้หมู”ของบ้านสบสาหนองฟาน ต.ดอน แก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าของฟาร์มกับชาวบ้านเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหามลพิษและกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงหมู จึงทำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม ร่วมกับหน่วยงานราชการสร้างระบบบ่อหมักก๊าซชีวภาพขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่อง มลพิษและแมลงวัน แล้วก็ต่อท่อก๊าซไปให้ชาวบ้านได้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ชาวบ้านสามารถประหยัดค่าก๊าซหุงต้มไปได้ไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 50-100 บาทต่อเดือน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หลังจากนั้นชาวบ้านต่างคนก็ต่างใช้โดย ปล่อยบ่อหมักก๊าซทำงานไปตามธรรมชาติ โดยขาดการดูแลรักษา เวลาผ่านไปปริมาณก๊าซเริ่มน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จนชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในระบบพลังงานทดแทน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มคิดว่าการใช้พลังงานทดแทนที่จะมาแทนก๊าซหุงต้ม ไม่น่าจะเป็นไปได้จริงอย่างยั่งยืน ทำให้สมาชิกที่ใช้ก๊าซในหมู่บ้านเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่ใช้กันทั้งหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 100 หลังคาเรือนก็ลดลงเหลือไม่ถึง 60 หลังคาเรือน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหา วิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงได้วิจัยเรื่อง “การใช้ประโยชน์ของเสียจากฟาร์มสุกร โดยการ แปรสภาพเป็นพลังงานทดแทนในชุมชน”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายสุรศักดิ์ นุ่มมีศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระบุว่า ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปพลังงานก็จะถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์  ชาวบ้านก็จะไม่ได้มีพลังงานทางเลือกอื่น จึงได้จัดเวทีพบปะพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้ มองเห็นว่าแต่ก่อนนี้เป็นอย่างไร  ปัจจุบันระบบก๊าซเขาเป็นอย่างไร   เสื่อมโทรม มากน้อยแค่ไหน โดยให้พ่อหลวงเป็นคนเล่าให้ฟัง แล้วก็ถามถึงอนาคตของชาวบ้านว่าอยากจะมีทางออกอย่างไรโดยให้ทุกคนได้ร่วม แสดงความคิดเห็น  ชาวบ้านก็บอกว่าอยากจะมีพลังงานที่ดีขึ้น  มีพลังงานที่เพียงพอ จึงได้เชิญนักวิชาการมาพูดคุยให้ฟังว่า ถ้าจะทำให้พลังงานเพียงพอก็จะต้องมีการล้างบ่อ มีการเปลี่ยนระบบท่อใหม่ ชาวบ้านก็หาทางออกร่วมกันอีกครั้งเพื่อรักษาระบบพลังงานทดแทนนี้ โดยเต็มใจที่จะจ่ายครัวเรือนละ 10 บาทต่อเดือน  สำหรับเป็นค่าดูแลรักษาระบบการผลิตและระบบท่อส่งก๊าซทั้งหมด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นายสุทัศน์ คำมาลัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบสาหนองฟาน และเจ้าของฟาร์มหมูซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซชีวภาพให้กับชุมชน เล่าว่าปัจจุบันมีชาวบ้านที่ใช้ก๊าซจากขี้หมูจำนวน 87 ครัวเรือน โดยมีกติกาของชุมชนคือเก็บบ้านละ 10 บาท ส่วนบ้านที่ค้าขายอาหารทำร้านก๋วยเตี๋ยวก็เต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ  30 บาท โดยเงินที่รวบรวมได้จะนำไปฝากธนาคาร เพื่อเอาไว้บำรุงรักษากรณีท่อแตก ล้างบ่อ และซ่อมระบบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ชาวบ้านตกลงกันว่าจะล้างทุก ๆ 6 เดือน เพราะที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราไม่เคยได้ล้างบ่อเลย เพราะไม่เคยรู้ว่าจะต้องล้าง ทำให้ปีหลัง ๆ มีก๊าซน้อยมาก เพราะว่าข้างในบ่อหมักก๊าซเต็มไปด้วยขยะ และเศษดินเข้าไปปะปนจนแน่นบ่อ จนต้องใช้เวลาล้างกันเป็นอาทิตย์ หลังจากนั้นจึงมีก๊าซขึ้นมาสม่ำเสมอ แต่จะมีปัญหาบ้างก็ตอนฝนตกหนัก เพราะมีน้ำเข้าไปในบ่อเยอะเกินไปทำให้ก๊าซน้อยลง และบางครั้งในหน้าหนาวก็อาจจะมีก๊าซน้อยเพราะอากาศเย็นอุณหภูมิไม่เหมาะสม แต่ก๊าซที่ได้ก็เพียงพอต่อการใช้งานทุกครัวเรือน เพราะชาวบ้านใช้แค่หุงต้มไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ทุกบ้านก็จะมีถังก๊าซหุงต้มสำรองไว้”  สุทัศน์กล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;...ก๊าซขี้หมูตอนนี้มีให้ใช้ได้ทั้งวันและไม่มีกลิ่นขี้หมู โดยแตกต่างจากก๊าซหุงต้มก็ตรงเรื่องของความร้อนที่จะร้อนช้ากว่าเท่านั้น แต่ก็สามารถประกอบอาหารทุกอย่างได้ตามปกติ…นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความ ร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=345&amp;contentID=28500&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-1026456058263803769?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/1026456058263803769/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/blog-post_30.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1026456058263803769'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/1026456058263803769'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/blog-post_30.html' title='ก๊าซขี้หมู'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-3914038469492493154</id><published>2009-10-13T06:39:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T06:50:46.042-07:00</updated><title type='text'>ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์</title><content type='html'>สวัสดัผมวันนี่้ผมได้เข้าไปที่เว็บการไฟฟ้าฝ่ายพลิตกแห่งประเทศไทย  ผมได้เข้าไปในส่วนของพลังงานทดแทนผมได้เจอ วิธีการทำ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ในเว็บได้ บอกว่ามีส่วนประกอบอะไรบาง หลักการทำงาน และวิธีการนำไปใช้ เพื่อนอยากทราบรายละเอียดเข้าไปดูได้ที่ &lt;a href="http://www2.egat.co.th/re/egat_dryer/dryer_section.htm"&gt;http://www2.egat.co.th/re/egat_dryer/dryer_section.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อ๋อในเว็บมีให้โหลดเอกสารด้วยนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-3914038469492493154?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/3914038469492493154/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3914038469492493154'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/3914038469492493154'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-2331912518604079005</id><published>2009-08-04T09:21:00.000-07:00</published><updated>2009-08-04T09:24:05.989-07:00</updated><title type='text'>Lemon Battery</title><content type='html'>Battery จากมะนาว พอดีผมได้ไปอ่านข้อมูลเว็บเกี่ยวกับไฟฟ้าที่ได้จากมะนาวครับในเว็บมีวิธีการทำทุกขั้นตอนเลยครับลองเข้าไปอ่านดู&lt;br /&gt;อ่านที่ &lt;a href="http://hilaroad.com/camp/projects/lemon/lemon_battery.html"&gt;http://hilaroad.com/camp/projects/lemon/lemon_battery.html&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-2331912518604079005?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/2331912518604079005/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/08/lemon-battery.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2331912518604079005'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/2331912518604079005'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/08/lemon-battery.html' title='Lemon Battery'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8255518907762667768.post-8938043984137693740</id><published>2009-05-08T08:25:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T08:29:26.233-07:00</updated><title type='text'>ย่อยสลายโฟมเป็นกาว</title><content type='html'>&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;" align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ย่อยสลายโฟมเป็นกาว&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;ตอนเด็กๆ ผมเคยสงสัยว่าพ่อตัดรองเท้ายางมาแช่น้ำมันเบนซินทำไม&lt;/span&gt;?&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;และ ก็มาถึงบางอ้อเมื่อพ่อบอกว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ย่อยสลายพลาสติกเหลือใช้ให้ เป็นกาวยาง เพราะเมื่อก่อนเป็นรองเท้าฟองน้ำเก่าๆ ขาดๆ ที่กลายเป็นขยะมามีมาก ปล่อยทิ้งไว้ก็กลายเป็นขยะไร้ค่า จึงนำแช่น้ำมันเบนซินทำเป็นกาวยางใช้ประโยชน์ต่อ&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;วิธีนี้มีมานานแล้ว ซึ่งพ่อของผมเองก็คงจดจำมาจากคนรุ่นปู่ย่าตายายเช่นกัน และถ่ายทอดมาถึงรุ่นผม แต่ปัจจุบันรองเท้ายางเริ่มนิยมใช้กันน้อยลง ขยะที่มากขึ้นทุกวันกลายเป็นขยะจากโฟม ทั้งยังกำจัดยากอีกด้วย ผมจึงลองนำขยะจากโฟมมาทำเป็นกาวยางด้วยวิธีเดียวกันนี้&lt;/span&gt; &lt;br /&gt; &lt;!--[if !supportLineBreakNewLine]--&gt;&lt;br /&gt; &lt;!--[endif]--&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 153, 51);" lang="TH"&gt;วิธีทำกาวยางจากโฟม&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;1.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ทำความสะอาดขยะจากโฟมแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เพิ่มพื้นผิวหน้าสัมผัสเพื่อให้ละลายเร็วขึ้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;2.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;จากนั้นนำมาบรรจุใส่ขวดโหลตามขนาดที่ต้องการ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;3.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;เทน้ำมันเบนซินลงไปในอัตราส่วน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;1 &lt;span lang="TH"&gt;ต่อ &lt;/span&gt;2 &lt;span lang="TH"&gt;โดยปริมาณโฟม &lt;/span&gt;1 &lt;span lang="TH"&gt;ส่วน และน้ำมันเบนซิน &lt;/span&gt;2 &lt;span lang="TH"&gt;ส่วน&lt;/span&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;4.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ปิดฝาแล้วทิ้งไว้นานจนกว่าโฟมจะละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำมัน ซึ่งประมาณเกือบ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;1 &lt;span lang="TH"&gt;เดือน อาจตรวจเช็คด้วยการใช้ไม้ค้น ถ้าเหนียวพอดีสำหรับเป็นกาวได้ก็ถือว่าใช้งานได้&lt;/span&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;และหากต้องการให้เนื้อกาวเข้มข้นเป็นพิเศษอาจเพิ่มปริมาณของโฟมมากขึ้น และถ้าต้องการให้เป็นกาวน้ำก็ลดปริมาณโฟมลง&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;หลังจากได้เนื้อกาวแล้วที่เสร็จสมบูรณ์แล้วควรเก็บรักษาโดยการปิดฝาให้สนิทหลังใช้งานทุกครั้งเพื่อให้ใช้ได้นานๆ&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;วิธีนี้ใช้หลักย้อนกระบวนการกลั่นของน้ำมัน จากปกติที่นำน้ำมันดิบมากลั่นกรองเป็นน้ำมันต่างๆ เช่น เบนซิน ดีเซล หรือก๊าซหุงต้ม ซึ่งกลั่นเสร็จจะเหลือเป็นยางมะตอย เมื่อทำย้อนกระบวนการกลั่นโดยเอาพลาสติกมาแช่ในน้ำมันก็จะได้เป็นกาวยาง&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 153, 51);" lang="TH"&gt;ประโยชน์ของกาวยางจากโฟม&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;1.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;มีคุณสมบัติยืดหยุ่นได้ดีเหมาะแก่การซ่อมรองเท้า และเดินท่อพีวีซี&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;2.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;3.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ช่วยกำจัดขยะจากโฟมไปในตัว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 40.7pt; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;&lt;span style=""&gt;4.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 7pt; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);" lang="TH"&gt;ใช้งานได้นาน และเก็บรักษาง่าย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt; &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style=""&gt;&lt;span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma; color: rgb(92, 92, 92);"&gt;   &lt;span lang="TH"&gt;ผมคิดว่าการกำจัดขยะด้วยการย่อยสลายโฟมเป็นกาวนี้เป็นวิธีที่น่าแบ่งปัน เพราะทำได้ง่ายแม้โฟมจะเป็นขยะที่จัดการยาก และกาวยางยังนำไปใช้งานอย่างได้ผลด้วย ลองนำวิธีของผมไปใช้ และอย่าลืมบอกต่อด้วยนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ที่มา &lt;/span&gt;www.cheewajit.com&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;http://www.school.net.th/schoolnet/article/articles_read.php?article_id=347&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8255518907762667768-8938043984137693740?l=powersoibanrai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/feeds/8938043984137693740/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8938043984137693740'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8255518907762667768/posts/default/8938043984137693740'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://powersoibanrai.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='ย่อยสลายโฟมเป็นกาว'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
